|
ผมอ่านนิตยสารสารคดีฉบับล่าสุด
พบเกร็ดข่าวต่างประเทศจากแดนลอดช่อง ลงเรื่องของสมาคมส่งเสริมมารยาทแห่งสิงคโปร์
ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐ กำลังรณรงค์ให้แขกที่มางานเลี้ยงสมรส
ช่วยกรุณามาให้ตรงเวลาด้วย หลังพบว่า ชาวสิงคโปร์ไปงานแต่งงานช้ากว่าที่ระบุไว้ในบัตรเชิญถึง
2 ชั่วโมง จนเป็นเรื่องปกติ
อ่านแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้
ประเทศนี้เขาลงมาตระหนักในเรื่องละเอียดใกล้ตัวขนาดนี้เชียวหรือ
ช่างเถอะ..เขาขึ้นชื่อในเรื่องเจ้ากี้เจ้าการติดระดับโลกอยู่แล้ว
ในข่าวยังเล่าแจ้งให้หมู่มวลสมาชิกของสมาคม จัดพิมพ์การ์ดใบเล็กๆ
สอดไปในบัตรเชิญ ความว่า 'ขอขอบพระคุณทุกท่านที่มาตรงเวลาในงานสำคัญที่สุดของเรา'
ลักษณะเดียวกันกับบ้านเราที่พิมพ์ข้อความว่า 'ขออภัยที่ไม่ได้มาเรียนเชิญด้วยตนเอง'
นั่นแหละครับ
อ่านแล้วย้อนดูตัว
คิดถึงงานแต่งในเมืองไทย ถ้าจะรณรงค์อะไรสักอย่าง
น่าจะมีสักกี่ประการ?
ปัญหามาล่าช้าของเราก็ไม่เบา
ในเทียบเชิญส่วนใหญ่เป็นเวลา 18.30 น. บางงานก็
18.00 น. ลองถามตัวเองว่า หลังเชิญธงชาติลงตอนเย็น
ตัวท่านไปปรากฏตัวอยู่ในงานหรือยัง? แล้วคู่บ่าวสาวพร้อมต้อนรับแขกอยู่ที่ซุ้มประตูกุหลาบแดงหรือไม่?
ผมคนหนึ่งล่ะ
ยอมรับสารภาพว่า ไม่เคยไปงานมงคลตรงเวลาที่เขากำหนดแม้แต่หนเดียว
โธ่ถัง! ก็ท้องถนนมันว่างชวนให้วิ่งฉิวซะเมื่อไหร่
ครั้นจะเผื่อเวลาเดินทางล่วงหน้าสัก 2 ชั่วโมง งานการคงไม่ต้องทำ
มิหนำซ้ำ..โรงแรมที่จัด เห็นแล้วนึกถึง ฮ. ไม่แน่ใจว่าที่ประเทศคุณลีเซียนหลุง
ไปช้าเพราะรถติดหรือเพราะนิสัย?
ผมมีงานแต่งต้องไปทุกเดือน
2-3 งาน ไม่นับที่ขาดด้วยนานาเหตุผล ยิ่งสมัยนี้ยิ่งมีมาจ่อคิวมากขึ้น
หนุ่มๆ สาวๆ คงไม่รอหน้าหนาวไว้ห่มเนื้อเผื่ออุ่นแล้วกระมัง
อากาศจะร้อนตับแล่บ ฝนจะตกจนท่วม ฉันก็จะแต่ง ก็ป่าป๊าหม่าม้าดูฤกษ์ออกมาเวลานี้
ถ้าตรงวันหยุดคงสบาย แต่ฤกษ์บางคู่ผ่าออกมาเย็นย่ำวันศุกร์สิ้นเดือนนี่สิ
ไปถึงก็ไชโยๆๆ พอดี
ด้วยประสบการณ์ไปงานมงคลสมรส
ทั้งในฐานะพิธีกร แขกรับเชิญ และไปเป็นเพื่อนแขกรับเชิญอีกที
ขอถือวิสาสะรณรงค์อะไรบางอย่างเถอะครับ นอกจากไปให้ตรงเวลาที่สุดแล้ว
1.อย่ารับฝากซองมามากจนเจ้าภาพต้องหาถุงมาใส่ของชำร่วยให้ท่าน
2.อย่ามุ่งมั่นแต่ถ่ายรูปจนคู่บ่าวสาวอึดอัด งานนี้ไม่ต้องกันเสีย
3.สมัยนี้มักมีรูปเจ้าบ่าวเจ้าสาวขนาดใหญ่เผื่อให้ท่านเขียนอวยพรแต่พองาม
โปรดเว้นจุดสำคัญของภาพ มิใช่ละเลงอวยพรซะเต็มหน้าเจ้าสาว
4.อย่าถ่างขาจองโต๊ะจีน
เสมือนปูเสื่อจองดูหนังกลางแปลง ถ้าไปกันกลุ่มใหญ่
จะนั่งแยกๆ กันบ้าง คงไม่ถึงกับทำให้เขามีลูกยาก
5.ควรรู้ลักษณะของงานเลี้ยง ถ้าจะตักอาหารมากองเต็มโต๊ะ
ทั้งที่เขาจัดแบบค็อกเทล คงดูไม่งาม 6.อย่าสร้างความอึดอัดกับผู้ร่วมโต๊ะส่วนน้อยที่นั่งอยู่ก่อน
พอเรายกโขยงนั่งส่วนที่เหลือจนเต็ม พร้อมส่งเสียงครื้นเครง
อึกทึก เขาจะว่าได้ไม่มีความเกรงใจ 7.โต๊ะที่หมุนตักอาหารได้
เราจะตักเป็นคนสุดท้าย น่าจะดีกว่าหมุนมาจ้วงพุงปลามันแต่แรก
8.ฟังแขกผู้ใหญ่อวยพรคู่บ่าวสาวอย่างตั้งใจ
แม้บางคนอาจจะร่ายยาวไปก็ตาม และโปรดลุกขึ้นดื่มอวยพรตามคำเชิญบนเวที
(รูปแบบนี้มีมาตั้งแต่จำความได้) 9.เลิกเสียเถิดถ้าคิดจะให้คู่บ่าวสาว
ทำอะไรมากกว่าหอมแก้มแผ่วๆ ข้อนี้มักเกิดกับโต๊ะเพื่อนสนิท
ที่คิดว่าสนิทจนถึงกับขอให้ทำอะไรก็ได้ "ไหน..เจ้าสาวหอมบ้างซิ...เอ้า!
ไอ้วิทย์ (เจ้าบ่าว) จุ๊บ! ปากเลย (แขกเริ่มมึนๆ)"
งานวิวาห์ไหนที่แขกดื่มหนักเกิน
จะน่าเป็นห่วงมาก การพูดการจาขาดความยั้งคิด บ่อยครั้งไม่น่าฟัง
ไม่น่าดูและไม่สำรวม "จะนอนด้วยกันคืนนี้แล้ว
เจ้าบ่าวช่วยป้อนลูกชิ้นกุ้งน้องเขาหน่อย ป้อนจากปากสู่ปากนะ..ฮาาา!
(ของมันคนเดียว)" บางงานเราจะเห็นคู่สมรสต้องทนทำอะไรสักอย่าง
จนผมอดคิดแทนเจ้าของงานไม่ได้ นี่เป็นแขกฝ่ายไหนกัน
ไม่น่าเชิญมาเล้ย
10.ในขณะที่บ้านเมืองกำลังเคร่งเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
โปรดอย่าชวนเจ้าบ่าวชนแก้ว อย่าคะยั้นคะยอ หยุดคิดสักนิด
ถ้าอีก 5 โต๊ะ 10 โต๊ะ คิดแบบนี้หมด เจ้าบ่าวหล่อๆ
คงแปรสภาพเป็นไอ้ขี้เมาแอ่นแปล้แปะคาเตียงอย่างน่าเสียดาย
มาถึงบนเวที..ผมมีโอกาสฝึกพูดต่อหน้าธารกำนัลงานแรกๆ
ก็งานแบบนี้ หัดเลือกคำเข้ากับบรรยากาศ หัดตั้งคำถามพอให้ครื้นเครง
ค่อยๆ พาพิธีที่สำคัญที่สุดไปจนจบด้วยความประทับใจ
โดยไม่ลืมว่า..พระเอกนางเอกของงานคือชื่อที่ติดอยู่บนเวที
ไม่ใช่พิธีกร
ลองมาหมดแล้วครับจะแต่งแบบจีน
ไทย ฝรั่ง ส่วนใหญ่ไม่แคล้วหลักเดียวกัน คู่บ่าวสาวยืนต้อนรับหน้าประตู
เราเชิญขึ้นเวที ให้ผู้ใหญ่ขึ้นมาคล้องมาลัยสมรส
ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ออกมากล่าวอวยพร พิธีกรซักถามคู่สมรสพอให้ฮาเฮ
ทั้งคู่กล่าวขอบคุณแขก ก่อนลงไปจุดเทียนบนเค้ก 7
ชั้น เสร็จแล้วตัดแบ่งให้แขกกิตติมศักดิ์ จบลงด้วยการไปชักภาพเป็นที่ระลึกตามโต๊ะต่างๆ
ปีที่แล้วหลังจากไม่ได้เป็นพิธีกรงานมงคลมานาน
เจอเข้างานหนึ่งเป็นการออกเรือนลูกสาวเจ้าสัวใหญ่
เจ้าบ่าวก็เป็นคนจีน แขกเหรื่อล้วนเป็นเถ้าแก่ เถ้าแก่เนี้ยคลาคล่ำ
เต็มห้องหรูโรงแรม 5 ดาว พอถึงบทกล่าวอวยพรของผู้ใหญ่
ซึ่งเป็นประธานสมาคมอะไรสักแห่ง อาเจ็กพูดไทยแทบไม่ได้
ขึ้นมายืนตรงไมค์ปุ๊บ ควักกระดาษโน้ตภาษาจีนกลางที่ร่างมาอย่างดี
ขยับแว่นตา 1 ครั้ง แล้วก็ร่ายยาวไปประมาณ 10 กว่านาที
คู่บ่าวสาวมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ท่านผู้มีเกียรติด้านล่างส่งเสียงคุยกันหรือขออวยพรบ้าง..ไม่แน่ใจ
บนเวทีท่านประธานยังคงเดินหน้าอวยพรหนักแน่นตามวัย
ส่วนผมยืนทำหน้าปูเลี่ยน ควงไมค์เล่นแก้เขินจนท่านผู้เฒ่ากล่าวเสร็จนั่นแล
ถือเป็นตัวอย่างประการสุดท้าย ที่ไม่ควรเอาอย่าง
--------------------------------------------------------------------------------------------
เนชั่น สุดสัปดาห์ ฉบับที่ 666 วันที่ 7 - 13 มีนาคม
2548
|