| ฤดูแห่งการโยกย้ายก็มาถึงแล้วครับ
ใครที่รู้ว่าถึงเวลาไป ต่างก็เก็บข้าวเก็บของ
ใจหายที่เห็นสิ่งของบางชิ้นสื่อแสดงถึงเพื่อนที่อยู่ด้วยกันมาหลายปี
สายตาบันทึกความทรงจำสุดท้ายของสถานที่ จากนี้จะไม่มีเรามาที่ห้องนี้อีก
เราจะไปหนไหนได้พบเพื่อน ๆ อีกหรือไม่ อยู่ที่การแข่งขัน
บางคนบอกอยู่ที่เส้นสาย อีกบางคนบอกอยู่ที่อะไรจุ๊กจิ๊กใต้โต๊ะ
พูดถึงเส้นสายการวิ่งเต้น
และใต้โต๊ะนั้น ไม่ได้หมายถึงฤดูการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทย
หรือโยกย้ายทหาร ตำรวจนะครับ ผมกำลังพูดถึงเด็ก
ๆ ที่จบป.6 ต้องไปเรียนต่อม.1 ที่อื่น มีใครไม่เชื่อว่าเรื่องแบบนี้ไม่ต้องพึ่งเส้นสาย
หรือไม่ต้องหว่านเงินบำรุงการศึกษา..? ไม่มีนะครับ
เอาเป็นว่าเข้าทุกคนใจตรงกันและไม่แปลกใจ
ผมเคยคุยกับ
ผ.อ. โรงเรียนพอจะดังอยู่ท่านหนึ่ง คุยแล้วรู้สึกโชคดี
ที่ตัวเองไม่มีวันไต่เต้าไปนั่งในตำแหน่งสำคัญเช่นนั้น
ไม่งั้นเส้นเลือดในสมองคงแตกวันละหลาย ๆ เส้น
การวิ่งเต้นมีตั้งแต่เครือญาติ เพื่อนร่วมรุ่น
พระห่มผ้าเหลือง สีกากี สีเขียว สีม่วง (ไม่ใช่คน)
สีเทา (ไม่ใช่ตลก) ผู้นำท้องถิ่น หัวคะแนน
จะถึงคนที่แอบอ้างว่ารู้จักผู้ใหญ่ระดับรัฐมนตรีหรือมันอาจรู้จักจริง
ๆ ก็ไม่ทราบได้
พูดถึงเรื่องนี้ของอนุญาตเล่าเรื่องส่วนตัวสักเล็กน้อย
(ทั้งที่เมียสั่งห้ามให้หยุดพูดเรื่องที่บ้านซักที)
เป็นเรื่องของหลานผม 2 คน คนหนึ่งโตจนจะขึ้นม.1
เทอมหน้า คนนี้ตลกพิลึก เด็กคนอื่นอยากเข้าโรงเรียนดัง
ๆ แต่แกอยากเข้าโรงเรียนปานกลาง ผมฟังชื่อแล้ว
ยังต้องตามไปดูว่ามีโรงเรียนอยู่แถวนั้นจริงหรือ
? พอไปเห็นแล้ว ผมในฐานะผู้ปกครองร่วมรู้สึกพอใจมากทั้งสภาพแวดล้อม
บรรยากาศ และเกียรติประวัติ ทุกโรงเรียนมีเกียรติประวัติ
แม้จะไม่มีลูกหลานรอมอตอเรียนอยู่ ไม่มีเงินบำรุงการศึกษามากมาย
หรือไม่มีตำรวจชั้นผู้ใหญ่มาคอยควบคุมสภาพการจราจรหน้าโรงเรียน
ขอแค่อบรมให้การศึกษาเด็กทุกคน ส่งต่อให้ได้เล่าเรียนในระดับถัดไปเท่านั้นถือว่าได้ทำหน้าที่ของโรงเรียนแล้ว
ผมให้ความมั่นใจว่าหลานว่าที่นี่เหมาะแก่การเรียน
พร้อมให้กำลังใจแก เตรียมตัวสอบให้เต็มที่
แม้จะรู้ว่าสภาพการแข่งขันที่นี่ไม่ดุเดือด
ส่วนเรื่องของหลานอีกคน อายุ 6 ขวบ ตอนนี้กำลังยุ่งอยู่กับการต้อนรับเพื่อนต่างชาติ
มาจากญี่ปุ่น เห็นไหมว่าหลานผมไม่ใช่กิ๊กก๊อก
มีระดับของการคบพอสมควร
เพื่อนเขาเป็นเด็กหญิงเช่นกัน
อายุ 7 ขวบ ชื่อ อาคาเนะ แปลว่าส่องประกาย
ทอแสงสายรุ้ง เด็กคนนี้จะมาเมืองไทยปีละครั้ง
เพราะบ้านเขาช่วงนี้ปิดเทอมเหมือนกัน เด็กสองคนนี้เคยเล่นกันเจี๊ยวจ๊าว
ปีที่แล้วตอนที่ทั้งคู่อายุน้อยลงกว่านี้
1 ขวบ (แน่อยู่แล้ว) มาหนนี้ผมถามยัยหลานสาวด้วยความสงสัยจริง
ๆ ว่า "หนูคุยกันรู้เรื่องเหรอ?'' ปรากฏว่าอาทิตย์หนึ่งผ่านไป
ผมถึงขั้นหนวกหูเลยครับ ส่วนใหญ่หนักไปทางเสียงหัวเราะ
แม่อาคาเนะ
เป็นสาวไทย ไปขุดทองทำงานที่จังหวัดนางาโน่
แล้วลงหลักปักฐานแต่งงานกับหนุ่มญี่ปุ่น มีลูกน้อยจ้ำม่ำคือเพื่อนหลานของผมคนนี้
ปีหนึ่ง ๆ แม่จะพาอาคาเนะมาพบคุณยายที่กรุงเทพฯ
แถวห้วยขวาง เลือกช่วงปิดเทอม ซึ่งญี่ปุ่นมีปิดเทอม
3 ครั้งใน 1 ปีแต่ละครั้งประมาณ 2 สัปดาห์
อย่างเปิดตอนนี้เรียกว่า ฮารุยาสุมิ ถัดไปปิดเดือน
8 เรียกว่า นะสึยาสุมิ และทุกเดือน 11 จะปิดนานหน่อยเรียกว่า
อากิยาสุมิ ชั้นเรียนของญี่ปุ่นแบ่งคล้ายเรา
มี ป.1 - ป.6 แล้วต่อม.1 - ม.3 ก่อนจะไปเรียนแบบปวช.
เวลาเข้าเรียนใกล้เคียงกับ 8 โมงถึงบ่าย3
ผมจำชื่อครูประจำชั้นของอาคาเนะไม่ได้ แต่ที่ญี่ปุ่น
เด็กจะมีครูประจำชั้นคนเดียวคนเดิมตั้งแต่
ป.1 จนจบป.6นัยว่าครูรู้จักเด็กเป็นอย่างดี
ทุกมิติ ชอบเรียนวิชาไหน อ่อนวิชาอะไร การมีครูประจำชั้นคนเก่านี่เอง
เวลาอาคาเนะ ปิดเทอมเพื่อขอขึ้นป.2 ในเทอมหน้า
คุณครูจึงมีการบ้านให้เด็กทำ อยู่โรงเรียนถ้าเด็กทำอะไรไม่ถูก
จะไม่มีการเฆี่ยนตี หรือหลอกให้เด็กอมนกกระจอก
นกของเขา เป็นอันขาด การลงโทษคือการเรียกเด็กมาคุยให้เข้าใจว่าสิ่งที่ทำไม่ถูกต้องเเค่นี้เองครับ
ผมถามเด็กน้อยชาวญี่ปุ่น
(ผ่านแม่) ว่าตอนเข้าเรียนหนังสือใครไปส่งคุณพ่อหรือคุณแม่
หรือมีรถมารับ? ปรากฏว่าเด็กญี่ปุ่นส่วนใหญ่เดินไปเรียน
จับกลุ่มเดินกันไปไม่ต้องกลัวรถชน ไม่ต้องเกรงคนเมายาจับเป็นตัวประกัน
ที่เขาทำได้เพราะมีระบบเรียนหนังสือใกล้บ้านตามเขตพื้นที่
มีประสิทธิภาพมาก ไม่ใช่จับลูกถ่อไป 3-4เขตเพราะโรงเรียนนั้นดังมาก
นอกจากโซ้ยโซบะและดูการ์ตูนพร้อมหลานแล้ว
ผมไม่เคยมีอะไรข้องแวะกับประเทศของนายกฯ โคอิซูมิ
แต่เชื่อว่าระบบการศึกษาของเขาไม่กระจอกแน่
อาคาเนะทานข้าวเรียบร้อยมาก รู้จักเขี่ยเม็ดข้าวตรงขอบจานตลอดมื้อไม่ยักเหมือนหลานเรา
สาธิตการทานกระจายได้สุด ๆ ตอนเด็ก 2 คนกินแตงโมก็เห็นความแตกต่าง
คนหนึ่งหยิบมาทั้งชิ้นฝังหน้าลงไปหม่ำ คายเม็ดเป็นระยะ
อีกคนใช้ส้อมเขี่ยเม็ดออกก่อนแล้วค่อย ๆ ตัดกินเป็นคำ
ๆ คุณว่าคนไหนคือหลานผม?
อาคาเนะชอบทานผัก
มะเขือเทศ ผลไม้เกือบทุกชนิด และชอบทานสลัดผัก
ขณะที่เด็กไทย เท่าที่ผมรู้ไม่ค่อยชอบทานผัก
ทั้งหมดนี้คุณแม่เขาบอกครูประจำชั้นเป็นผู้สอน
ก่อนที่อาคาเนะจะขึ้นเครื่องมา ที่นางาโน่มีหิมะตก
แต่พอเครื่องลงที่ดอนเมือง อาคาเนะเหงื่อชุ่มเลย
คืนแรกที่ห้วยขวาง เด็กคนนี้ถูกอากาศร้อนเมืองไทยรังแกจนร้องไห้
ร้อนจนคุณแม่ต้องติดแอร์ให้ลูกนอน หลายวันที่ผ่านมาแกมาเล่นกับหลานที่บ้านผม
คุณยังสงสัยไหมว่า สองสาวสองแผ่นดินนี้สื่อสารกันยังไง
ด้วยมิตรภาพที่เปิดกว้างของความเป็นเด็ก ไม่มีทิฐิ
ไม่มีฟอร์ม ผมสังเกตทั้งสองคน หนักไปทางพูดตามกัน
อีกคนพูดอะไร อีกฝ่ายพูดตาม แล้วก็หัวเราะกันคิกคักทั้งคู่
หลานผมมันก็สุ ๆ โนะ ๆ ไปเรื่อยเปื่อย แต่อาคาเนะกลับพยักหน้าเข้าใจ
เอ่อ! ไปกันได้
ฉบับหน้าผมจะมาต่อว่า
มีการละเล่นบางอย่างของเด็ก ๆ ที่ความแตกต่างทางภาษาและเชื้อชาติ
มิอาจขวางกั้น อย่าพลาดนะครับ ซาโยนาระ
--------------------------------------------------------------------------------------------
เนชั่น สุดสัปดาห์ ฉบับที่ 670 วันที่ 4 -
10 เมษายน 2548
+ ขอบคุณ 'น้องปอ' สำหรับข้อมูลนะครับ ^^
|