แรกกนก |
เรื่องกนก | รูปกนก | อ่านกนก | คุยกนก

................................................................................................................  








ชีวิตรื่นรมย์

กนก รัตน์วงศ์สกุล
จุดประกาย วรรณกรรม
ปีที่ 16 ฉบับที่ 5855
วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2547
--------------------------------------------------------------------------------------------
ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณี : รายงาน
--------------------------------------------------------------------------------------------

หากอดีตหมายถึงสายธารแห่งกาลเวลาที่ล่วงเลยไป โดยไม่มีวันหวนกลับแล้ว เราย่อมอยากจะทำวันคืนเก่าก่อนให้ดีที่สุดสำหรับชีวิต เพื่อวันนี้และพรุ่งนี้แห่งอนาคตจะได้ไม่พบพานกับปัญหาหรือความปวดร้าวใดๆ ทั้งสิ้น

แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถจะย้อนกลับไปได้ นอกเสียจากนำเอาอดีตมาเป็นบทเรียน เก็บความสวยงามที่เคยพบเจอซ่อนไว้ในความทรงจำ พร้อมกับพยายามสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม และมอบความความรื่นรมย์ให้กับชีวิตเท่านั้น


ทำในสิ่งที่ตัวเองรักแล้ว เราก็จะได้รู้สึกว่า เหมือนเราไม่ได้ทำงาน

และนี่เป็นอีกความรื่นรมย์หนึ่งในความนึกคิดของคนข่าวอย่าง กนก รัตน์วงศ์สกุล พิธีกรรายการข่าว เก็บตกจากเนชั่น จากเนชั่น แชนนัล, คุยคุ้ยข่าว และถูกผิดคิดเอง ซึ่ง ณ เวลานี้กำลังมีผลงานด้านการเขียนเล่มแรกที่ชื่อ 'ชีวิตรื่นรมย์ กนก รัตน์วงศ์สกุล' โดยเขากำลังจะพูดถึงเรื่องราวชีวิตและหลายสิ่งหลายอย่างที่ผ่านเลยเข้ามาในชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์ จวบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ไว้ในบทสนทนาต่อไปนี้ ซึ่งหลาย ๆ แง่มุมในชีวิตของเขานั้น บางเรื่องไม่เคยเปิดเผยมาก่อน และบางส่วนเสี้ยวชีวิตยังน่าสนใจอีกด้วย

ทุกวันนี้มีวิธีจัดสรรเวลาให้กับชีวิตอย่างไรบ้าง?

"การจัดสรรเวลาทุกวันนี้มันไปกับเวลาที่ทำงานออกอากาศเป็นหลัก ต้องให้เขาก่อน ส่วนใหญ่ช่วงเช้าจะไม่ได้ทำอะไรเลย วิ่งอยู่ระหว่างเนชั่นกับช่อง 7 อยู่ในรถอย่างเดียว จะไม่ทำอะไรมาก นอกจากจัดรายการแล้วก็อ่านหนังสือพิมพ์ เตรียมข่าว พอตอนบ่ายก็จะเริ่มรีแลกซ์ อาจจะมีประชุมบ้าง มีงานข้างนอกบ้าง มีแขกบ้าง มีอะไรอื่นๆ บ้าง ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ก็จะมีจัดรายการตอนเที่ยงถึงบ่ายโมง บางทีก็มีงานข้างนอก พิธีกร และบรรยายให้นักศึกษา วันอาทิตย์ก็จะไปหาแม่ที่บางมด ปกติจะไป ถ้าหลังจากนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานสังคม ไม่งานศพก็งานแต่ง เหลือจากนี้ไปก็ค่อยพักผ่อน แต่ผมจะดูหนังทุกวันศุกร์ ช่วงกลางคืน"

มีเวลาอ่านหนังสือหรือเปล่า?

"ช่วงหลังๆ ที่เป็นพอคเก็ตบุ๊คจะไม่ค่อยได้อ่าน มีเวลาอ่านก็คือหนังสือพิมพ์ เพราะผมจะอ่านหนังสือพิมพ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ทุกวันนี้ยังอ่านไม่ครบเลย หมดเวลาซะก่อน นอกเหนือจากหนังสือพิมพ์ก็จะเป็นแมกกาซีน หนังสือสารคดี หนังสือแฟนหนังไทย starpics พวกนิตยสารลิปส์ ศิลปวัฒนธรรมบ้าง ถ้าเราสนใจ"

"สำหรับพอคเก็ตบุ๊คเท่าที่จำได้ ผมจะไม่ค่อยชอบอ่านพอคเก็ตบุ๊ค อ่านน้อยมาก แต่ผมชอบอ่านหนังสือพิมพ์มาตั้งแต่เด็ก ผมชอบไปร้านกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์ ชอบไปดูภาพข่าว ชอบไปดูข่าวหน้าหนึ่ง บางวันก็มีข่าวที่เราสนใจ บางทีก็มีภาพอะไรแปลกๆ บ้าง แล้วก็ดูข่าวบันเทิงข้างใน ข่าวกีฬา ส่วนพอคเก็ตบุ๊คที่จำได้จะเป็นของ พล นิกร กิมหงวน ที่อ่านเป็นชิ้นเป็นอันหน่อย เพราะอ่านแล้วมันขำดี แล้วมันได้เห็นภาพบ้านเมืองสมัยเก่า สมัยที่สวนอัมพรนั้นเป็นจุดศูนย์กลางของหนุ่มสาว และที่สำคัญคือ อ่านแล้วได้หัวเราะ การเขียนหนังสือให้คนอ่านได้หัวเราะ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะ เขียนให้คนอ่านไปอมยิ้มไปก็นับว่ายากแล้ว แต่อ่านแล้วให้หัวเราะไป โอ้โฮ! ผมชอบ เจ้าคุณปัญจนึก ดร.ดิเรก ไอ้แห้ว มันสนุก นอกนั้นก็ไม่ค่อยจะเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะส่วนใหญ่จะโตมากับข่าว"

ส่วนตัวชอบอ่านหนังสือประเภทไหน?

"ชอบอ่านหนังสือทุกเล่มที่ทำให้มันผ่อนคลาย ทำให้มันสบายใจ พอมาช่วงหลังๆ ที่ชอบมากเป็นพิเศษก็จะเป็นหนังสือจำพวกหนัง ถ้าเป็นพอคเก็ตบุ๊คนะ มันก็จะมาจากหนัง ล่าสุดประวัติท่านครูศร (หลวงประดิษฐไพเราะ) ก็มาจากเรื่องโหมโรง ผมชอบหนังเรื่องนี้ ถ้ามีหนังสือก็จะไปอ่านหนังสือ ผมชอบ 'ท่านมุ้ย' หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ชอบสุริโยไท ผมก็ไปดูหนังสือประกอบของท่าน ผมชอบเกี่ยวกับเรื่องหนัง ผมก็จะไปอ่าน ส่วนใหญ่มักจะเป็นหนังสือพอคเก็ตบุ๊คที่เกี่ยวกับหนัง จะชอบ"

มีนักเขียนหรือคอลัมน์ใดบ้างที่ชอบ?

"ชอบคนที่เขียนหนังสือที่อ่านแล้วอารมณ์ดี อ่านแล้วได้เกร็ดความรู้ อย่างเช่น คุณพิษณุ นิลกลัด ก็โอเคนะ หรือสมัยที่คุณแอนดรูว์ บิ๊กส์ เขียนก็ชอบ หรือคุณรุ่งมณี เมฆโสภณก็ชอบ แกมีเรื่องราวของคนวงการบันเทิง คนในแวดวงทีวีต่างประเทศอ่านแล้วก็ได้ความรู้ ส่วนใหญ่จะอยู่กับหนังสือพิมพ์เสียมากกว่า คอลัมน์ประจำจะไม่ค่อยมี เป็นการอ่านรวมๆ แต่ถ้าจะอ่านจริงๆ ก็จะมีคนกันเอง ของคุณสุทธิชัย หยุ่น ก็จะอ่าน กาแฟดำหรืออ่านในเนชั่นสุดสัปดาห์ก็จะอ่าน เพราะค่อนข้างจะแหลมคม และใช้คำเป็นผู้ใหญ่"

แล้วหนังสือ 'ชีวิตรื่นรมย์ กนก รัตน์วงศ์สกุล' เกิดขึ้นได้อย่างไร?

"ตอนแรกหลังจากดูหนังเรื่องแฟนฉันจบก็มาตั้งกระทู้ใน pantip ก็มีคนเข้ามาอ่าน มาโพสต์ บังเอิญผู้ใหญ่ของที่นี่เข้าไปอ่าน ตอนแรกจะเขียนเรื่องกีฬาอยู่ใน คม ชัด ลึก สัปดาห์ละครั้ง 'พี่เป็ด' พงษ์ศักดิ์ ศรีสด บอกว่าอย่าไปเขียนกีฬาเลย มาเขียนแบบนี้ดีกว่า แบบบันเทิงข้างเคียงบันเทิง ไม่ใช่วิจารณ์หนังโดยตรงนะ เพราะเราไม่ใช่นักวิจารณ์หนัง ไม่ใช่นักดูหนัง ก็ลองเขียนดู เลยเขียนลงในคอลัมน์เซ็งซิมเซี่ย เนชั่นสุดสัปดาห์ แนวแบบรื่นรมย์ ไม่ว่าใคร ไม่เสียดสีใคร แนวแบบย้อนรำลึกถึงอดีต ตอนนี้เปลี่ยนเป็นชีวิตรื่นรมย์แทน เพราะมีคนถามเยอะ ออกเสียงยาก พูดผิดพูดถูก"

เป็นการรวมเล่มจากเนชั่นสุดสัปดาห์?

"หนังสือ 'ชีวิตรื่นรมย์' เป็นการเขียนใหม่ทั้งเล่ม เพราะเกรงใจคนอ่าน ส่วนตัวเป็นคนขี้เกรงใจ เลยมาเขียนใหม่ ใช้เวลาเขียนอยู่ 2-3 เดือน ผมว่าเขียนหนังสือนี่มันเหนื่อยจริงๆ นะ (หัวเราะ) เขียนหนังสือนี่มันดึงไง มันดึงสีผม ดึงตา พอเขียนจะเสร็จปุ๊บ มาดูหน้ากระจก เฮ้ย! แก่ไปเยอะเลยนะเนี่ย เพราะบางทีเขียนหนังสือแล้วมันจบไม่ลง พอจบไม่ลงบางทีมันก็จะหงุดหงิด งุ่นง่าน มันจะแบบ...ทำยังไงว้า (หัวเราะ)"

ทำไมต้อง 'ชีวิตรื่นรมย์'?

"อยากจะให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างรื่นรมย์ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรวย ไม่ต้องเป็นคนมีสตางค์ ไม่ต้องเป็นคนสวยคนหล่อ ก็รื่นรมย์ได้ อย่างผมไปกินกวยจั๊บร้านเก่าๆ ก็รื่นรมย์แล้ว หาความสุขแบบง่ายๆ คือรื่นรมย์ไม่ได้หมายความว่าผมเป็นคนชอบเที่ยวกลางคืนรื่นเริง ไปนั่งตามผับตามบาร์ ไม่ใช่เลย วิ่งชายหาดก็รื่นรมย์ นั่งเล่นริมทะเล เอาเท้าจิกทรายก็รื่นรมย์ ไปดูหนังก็รื่นรมย์ บางทีดูหนังก็แปลกนะ บางเรื่องที่พระเอกหรือนางเอกตาย ก็รู้สึกหดหู่ เราร้องไห้ แต่ถามว่ามีความสุขไหม มีความสุขนะ ดูอย่างแฟนฉัน มันก็ซึ้ง อยากจะร้องไห้น่ะ เป็นวิธีรื่นรมย์อีกวิธีหนึ่ง"

แสดงว่าเป็นคนที่ชอบย้อนอดีตของตัวเอง?

"บางครั้งการนั่งนึกถึงอดีตก็มีความสุขนะ เรื่องในคอลัมน์ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องความหลังทั้งนั้น เขาเรียกผมเป็นพวก nostalgia เป็นพวกที่หวนรำลึกอยู่กับอดีต แล้วอยากให้อดีตกลับคืนมา เป็นพวกจมปลักกับอดีต เพราะความรื่นรมย์ของผมส่วนใหญ่จะมาจากอดีต เด็กๆ ผมจะมีความสุข ทั้งๆ ที่ผมไม่ควรจะมีความสุข เพราะบ้านผมไม่ค่อยมีเงิน ผมเป็นเด็กสลัมไง แต่ก็รู้สึกสนุกดี ชีวิตทำไมมันมัน ได้วิ่งเล่น เที่ยววัด เที่ยวโรงหนัง ปั่นจิ้งหรีด มันมีแต่ความสุข ผมรู้สึกว่าบ้านผมไม่จนเลย บ้านจะจนจะรวยมันไม่ได้เกี่ยวกับจะทำให้ผมไม่มีความสุข เวลาที่ผมจะเขียนหนังสือก็จะพยายามเขียนเป็นแบบบันเทิง รื่นรมย์ และอาจจะมีเรื่องเด็กมากหน่อย เพราะผมเป็นคนที่ชอบเด็กผู้หญิง เด็กตัวเล็กๆ ไม่ใช่เด็กแบบวัยรุ่นนะ (หัวเราะ) ถ้ามีอะไรเกี่ยวกับเด็ก ผมก็จะเขียน ฉะนั้นหนังสือของผมก็จะเป็นหนังสือแบบรื่นรมย์ ในแต่ละช่วงวัยของผม ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่วัยเด็กๆ วัยเรียน หรือวัยทำงาน ก็จะมีความรื่นรมย์อยู่เสมอ"


ยึดความรื่นรมย์เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต?

"ไม่เชิง ตอนนี้ที่รื่นรมย์ที่สุดก็เป็นเรื่องงาน เพียงแต่ผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นงานก็แค่นั้นเอง ผมใช้ชีวิตโดยขอให้วันหนึ่ง ผมได้หัวเราะ ได้ยิ้ม ถ้าวันหนึ่งผมได้หัวเราะเต็มที่สักครั้งหนึ่งนะ วันนั้นเพอร์เฟกต์ ขอให้ทุกวันมีความรื่นรมย์ แม้ว่าผมจะมีงานเยอะ แต่ถ้ามีเวลา ผมก็จะดูรายการตลก เช่าหนังตลก ทอล์คโชว์ เดี่ยวไมโครโฟน เพื่อที่จะได้หัวเราะ ขอให้ได้หัวเราะ วันหนึ่งสักครั้งหนึ่งก็โอเค ทุกวันผมอ่านหนังสือพิมพ์เพื่อเตรียมข่าวไปทำงาน ผมไม่รู้สึกว่ามันเป็นงาน ผมแยกไม่ออกว่าผมเตรียมข่าว เพราะว่าจำต้องดูเพื่อเอาไปทำงาน ไปจัดรายการ หรือว่ามันเป็นงานอดิเรก หรือเพราะเราชอบ ผมไม่รู้สึกว่ามันเป็นงานเลยนะ รู้สึกว่าไปอ่านเพราะเราก็อยากจะอ่านอยู่แล้ว เออ...ดี อ่านเสร็จแล้วก็เอาไปจัดรายการ ออกทีวีด้วย ก็ไปพูดให้คนอื่นฟังด้วย เออ...มันดี (ยิ้ม) ชีวิตตอนนี้แม้ว่าจะทำงานหนักก็ยังรื่นรมย์อยู่ รู้สึกเพลียบ้างบางครั้ง แต่ผมก็ยังรู้สึกว่า วันๆ หนึ่ง 24 ชั่วโมงน้อยไป
"

รู้สึกเวลาของชีวิตในแต่ละวันน้อยไปมั้ย?

"ทุกวันนี้ผมมีความรู้สึกว่าเวลามันน้อยลง เมื่อรู้สึกว่าเวลามันมีน้อยลง ก็รู้สึกเสียดาย เพราะมันมีอะไรที่เราอยากทำ แล้วยังไม่ได้ทำ ไปเจอแม่ผมน้อยลง หนังก็ดูในโรงน้อยลง เล่นกับหลานน้อยลง อะไรหลายๆ อย่างมันหายไป เวลาส่วนตัวมันหายไป ถามว่าจำต้องหายไหม มันก็จำต้องหาย ก็ทอนๆ มา สมมติเล่นฟุตบอลสัก 2 ชั่วโมง ก็ลงมาเหลือชั่วโมงหนึ่ง คือไม่มีอะไรมากไปกว่าเวลาเท่านั้นเอง ก็เป็นไปตามภาษาคนแก่นะ (หัวเราะ) เราจะเริ่มนับว่า เราจะดูฟุตบอลโลกได้อีกกี่ครั้ง จะฉลองปีใหม่ได้อีกกี่ครั้ง สมมติว่าเราอายุ 65 เราจะดูฟุตบอลยูโรอีกกี่ครั้ง จะเชียร์มวยโอลิมปิกอีกกี่ครั้ง ผมก็จะเริ่มนอนน้อยลง เพราะผมรู้สึกว่าเสียดายเวลา จากที่เคยนอน 8 ชั่วโมง ก็เหลือ 7 เหลือ 6 ทุกวันนี้ เหลือ 5 บางทีจะน้อยกว่า 5 ก็มี เพราะบางครั้งลงนอนปุ๊บ มันไม่ได้หลับ ถึงตาหลับแต่พอคิดอะไรได้แบบจ๊าบๆ เป็นมุกว่า เออ...เดี๋ยวพรุ่งนี้จะต้องไปแซว คุณสรยุทธคำนี้ กลัวลืมก็ต้องลุกขึ้นมาจด ทีนี้ก็ยาวไปกันใหญ่"

ถึงขนาดต้องมีการจดบันทึกด้วย?

"ส่วนใหญ่จะเป็นข่าว หรือเกี่ยวกับข่าว ก็อาจจะปนกับเรื่องของผมบ้าง แล้วเราจะนึกได้ ผมมีไดอารี่ปี 2535 ปีเก่าๆ เวลามานั่งอ่านก็จะ...อ๋อ...เออ...ใช่ว่ะ ทำให้นึกถึงตัวเราได้ แม้ว่าเราจะดูจากข่าว วันนั้นผมดูว่า เยอรมันชิงกับเดนมาร์ก ยูโรที่สวีเดน 1996 แล้วก็แพ้ แล้วอ๋อ...วันนั้นเราไปดูฟุตบอลคู่นี้ ที่นั่น ที่นี่ เราก็จะนึกถึงตัวเราได้ การที่จดข่าวมันก็จะได้ประโยชน์แบบนี้"


นอกจากเป็นคนที่สนุกกับงานแล้วยังหาความเป็นตัวเองได้ตลอดเวลา?

"บางทีมันก็จะทอนเวลามาจากอย่างอื่น บางทีต้องยอมรับ ถ้าในบริษัทผมดูคิวประชุมแล้ว เรื่องไหนที่ไม่น่าจะเกี่ยวกับตัวเอง งานประชุมงบ เอ๊ะ...ไม่น่าจะเกี่ยว ผมก็โดด แวบเลย ไปเดินแถวๆ ยศเส ซอยที่ผมโตมา บางทีก็ไปนั่งกินโจ๊กร้านที่ผมเคยกินตั้งแต่เด็กๆ ก็เอ...ยังขายอยู่ บางทีก็ไปสะพานข้ามคลองสมัยเด็กๆ ผมก็ไปดูว่า ไอ้คลองน่ะ ตอนนี้มันเป็นท่อไปแล้ว ราวสะพานนี่เหรอที่เรากลัวตก ตอนนี้มีอีกอย่างหนึ่ง ผมก็จะพยายามหาโอกาสไปหอสมุดแห่งชาติ ผมก็จะไปเปิดดูหนังสือพิมพ์ ฉบับเก่าๆ ผมอยากจะรู้ว่าปีที่ผมเกิดมันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เป็นเพราะเสียดายเวลาที่เหลืออยู่ เลยอยากจะใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์มากที่สุด"



รู้สึกประทับใจอะไรในหนังสือเล่มนี้มากที่สุด?

"ภูมิใจมากที่หลอก 'ท่านมุ้ย' หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล เขียนคำนำหนังสือได้ มี 'พี่แดง' สุรางค์ เปรมปรีดิ์ เขียน คุณสุทธิชัย หยุ่น และคุณแม่ผม ท่านอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่เป็น แต่เขียนคำนิยมให้ผม คิดดูแล้วกัน เขียนคำนิยมให้ 4 คน มีอยู่คนหนึ่งอ่านหนังสือก็ไม่ออก เขียนหนังสือก็ไม่เป็น ช่างไม่ได้รู้ตัวเองเล้ย! (หัวเราะ)"
ี้
ถ้าเปรียบตัวเองเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์?

"ต้องเป็นข่าวดี ไม่เป็นข่าวร้ายแน่ๆ ต้องเป็นข่าวดีๆ อย่าง ข่าวเด็กนักเรียนไทยคว้าเหรียญโอลิมปิกวิชาการ แบบนี้นะ ขอให้เป็นข่าวโทนนี้ หรือว่าข่าวเด็กไม่กี่ขวบ แต่เล่นไวโอลินเก่ง หรือว่าข่าวดีๆ ประเภท คนมีความรัก อย่างนี้ ถ้าชีวิตผมเลือกได้นะ อยากจะให้เป็นข่าวดีๆ แม้ว่าจะออกเป็นข่าวที่แปลกหน่อยก็ไม่เป็นไร แปลกแต่ดี ไม่อยากจะให้แปลกแต่รันทด ไม่เอา ข่าวประเภทนี้จะเร้าใจมาก อ่านแล้วอิน ถึงกับร้องไห้ก็มี"

ในฐานะเป็นคนหนังสือพิมพ์คนหนึ่งมองวงการสื่อยุคนี้อย่างไร?

"ข่าวร้ายจะขายได้มากกว่าข่าวดี มันเป็นอย่างนี้มานานแล้ว ตั้งแต่ตอนผมเด็กๆ แล้วล่ะ หรืออาจจะเป็นเพราะว่าข่าวแปลกๆ น่ารักๆ หายาก นานๆ จะมีสักที มันก็เลยไม่ค่อยได้เห็น วันๆ จะเห็นแต่ข่าวคนนั้นตาย ครูตีนักเรียน ภารโรงข่มขืนนักเรียน อะไรแบบนี้เยอะ"

อยากให้เกิดอะไรกับวงการหนังสือพิมพ์ในอนาคต?

"หนึ่ง อยากจะให้มีโต๊ะหนึ่งเป็นกองบรรณาธิการที่ไปหาข่าวแปลกๆ มา อย่างน้อยวันหนึ่งมันต้องมีชิ้นหนึ่งที่มันเป็นข่าวดี ข่าวบวก ข่าวที่จะทำให้คนอ่านแล้วมันรื่นรมย์จรรโลงใจ ให้มีโต๊ะข่าวจรรโลงใจ (ไม่เคยเสนอ แต่ให้สัมภาษณ์หลายทีแล้ว) ไปหามาให้ได้ เด็กวาดรูปเก่ง เด็กร้องเพลงเก่ง อะไรก็ได้ ให้มี

สอง อยากจะให้หนังสือพิมพ์บ้านเราพัฒนาตัวเอง ชี้นำผู้อ่านไปในทางที่ไม่งมงาย เห็นถึงการพัฒนา และยกระดับจิตใจ อย่าไปนำเสนอแต่ที่คิดว่าคนอ่านชอบ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์หัวสีอย่างนี้ เสนอข่าว ต้นไม้ให้หวย วัวออกลูกแปลกๆ แล้วก็มาบอกว่าคนเขาชอบ ยิ่งตอนใกล้ๆ หวยออกเดือนหนึ่งก็มี 2 ครั้งแล้ว แล้วบอกว่าคนชอบ คนอาจจะชอบจริง แต่ถ้าเราไม่เสนอซะ เราเบี่ยงซะ เราพยายามจะชี้นำเขาไปในทางที่ดี คือสื่อมีความรับผิดชอบเยอะนะ เรามีส่วนสำคัญในการชี้นำ ถ้าเราชี้นำในทางงมงาย คนดูเขาก็อาจจะงมงาย เพราะยังมีคนดูอีกหลายส่วน เราต้องยอมรับว่าเขาขาดโอกาสในการศึกษา

สาม อยากให้มีความรับผิดชอบต่ออารมณ์ความรู้สึกของคน ทั้งคนที่อ่าน และคนที่ตกเป็นข่าว อย่างการนำเสนอภาพคนตายอย่างประเจิดประเจ้อ ไม่มีการทำภาพมัว คนดูก็รู้สึกน่ากลัว คนที่เป็นญาติกับผู้เสียชีวิตก็จะรู้สึกไม่ดี ศพอาจจะไม่สวย ศพอาจจะไหม้เป็นตอตะโก ตาค้าง ลิ้นจุกปากบ้าง แบบนี้ผมว่ามันต้องเลิก เขาอาจจะคิดว่ามันต้องมี เพราะคนชอบ คนชอบอะไรแบบนี้ แต่ผมไม่เชื่อว่าคนจะชอบดูภาพแบบนี้

หนังสือพิมพ์ควรจะมีการเซ็นเซอร์ตัวเอง ควรจะมีการวิเคราะห์ พินิจพิจารณาว่าอะไรที่มันควรจะเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม อย่าลืมว่าหนังสือพิมพ์เวลาไปวางตามบ้าน บางทีเด็กๆ ก็ดู บางทีประสบอุบัติเหตุหัวขาดก็ไปถ่ายภาพมา บางทีมันเกินไป มันมีความดิบมากเกินไป แข่งขันกันในการเจาะข่าวได้ แต่อยากให้แข่งขันในแง่ของการนำเสนอข่าวที่มันจรรโลงใจ และอย่าแข่งขันกันในแง่ของการทำข่าวดิบลงทุกวันๆ ในความรู้สึก เพราะมันจะทำให้ความรู้สึกของผู้อ่านดิบด้านตามไปด้วย"

และทั้งหมดนั้น คือท่วงทำนองแห่งความรื่นรมย์แห่งชีวิต ที่สรรค์สร้างโดย 'จิตรกรข่าว' อย่าง 'กนก รัตน์วงศ์สกุล' ซึ่งเป็นพิธีกรรายการข่าวทางโทรทัศน์อีกคนหนึ่ง ที่คนไทยยุคนี้... คุ้นเคยกับเขาเป็นอย่างดี

 
2004 © www.allaboutkanok.com - designed by jui - best view in 1024 x 768 pixel