แรกกนก |
เรื่องกนก | รูปกนก | อ่านกนก | คุยกนก

................................................................................................................  






นิตยสาร : กุลสตรี
ปีที่ 34 ฉบับที่ 805 - 806
ปักษ์หลัง กรกฎาคม - ปักษ์แรก สิงหาคม 2547
ผู้หญิงสามคน กับ ลมหายใจเดียว
ของ กนก รัตน์วงศ์สกุล


























o เมื่อพูดถึงรายการข่าว ไม่ว่าภาคไหน คุณผู้อ่านคงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงลีลาท่าทางอารมณ์ดี แถมมีมุขให้อมยิ้มได้ตลอดของ "กนก รัตน์วงศ์สกุล" ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมา 41 ฤดู และมีข่าวมาเล่าให้ฟังทุกวันตั้งแต่ช่วงเช้าในรายการ "ข่าวภาคเช้า" "ข่าวภาคเที่ยง" ทางช่อง 7 สี "เก็บตกจากเนชั่น" ทางไททีวี และวิทยุเอฟเอ็ม 90.5 เมกะเฮิรตซ์ "คุยคุ้ยข่าว" ทางช่อง 9 ในวันเสาร์-อาทิตย์ ทุกครั้งที่เห็นบนหน้าจอ เขาจะนำเสนอในแง่มุมต่างๆ ของข่าว แต่วันนี้ "กุลสตรี" จะนำเสนอทุกแง่มุมชีวิตของ "กนก" อย่างหมดเปลือก ตั้งแต่วัยเด็ก จวบจนวันนี้ แถมชัดถ้อยชัดคำว่า ในชีวิตนี้ มีผู้หญิงสามคน ที่เขาขาดไม่ได้


ชีวิตผจญภัยในวันเด็ก

+ ชีวิตในวัยเด็กเป็นยังไงบ้างคะ ทราบว่าเป็นเด็กน้อยผจญภัย

ผมชอบไปโน่นไปนี่ นั่งรถเมล์ไปบ้านเพื่อน ไปที่แปลกๆ ตอนเด็กก็อยากไปเรื่อย อยากไปดูหนัง อยากไปเล่นของเล่น เมื่อก่อนมีห้างไดมารู ราชดำริ ไปเล่นพวกหัวหมีแพนด้าใหญ่ๆ นิ่มๆ ไปกระโดด และพอเราไปถึงห้างไดมารูแล้ว ก็นึกต่อว่า เอ๊ะ! จะมีอะไรต่อไปอีกนะ ตรงทางไปประตูน้ำ โรงแรมอินทรา ก็ฝากไว้ เดี๋ยววันหน้าก็จะไปเรื่อยๆ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ผมทำตั้งแต่ประถมปลายๆ ตอนหลังเลิกเรียน ตอนนั้นบ้านอยู่ฝั่งธนบุรีแถวตลาดสำเหร่ แต่มาเรียนที่วัดพระพิเรนทร์ วรจักร

+ เดินทางยังไง

รถเมล์ จำได้ตอนนั้นนั่งสาย 8 ผมก็นั่งไปเรื่อย บางทีก็ไปแถวเทเวศร์สาย 45 ผมรู้สึกสนุกมาก แต่ตอนเรียนอยู่ชั้นประถม ผมไม่ได้หนีเรียนเลยนะจะใช้เวลาเลิกเรียน

+ คุณแม่ไม่ว่าเหรอ

ท่านไม่ว่าหรอกครับ เพราะบางทีเราก็โกหก (หัวเราะ) ที่ไม่ว่าคือท่านไม่รู้

+ แล้วบอกที่บ้านว่าอะไรเวลากลับค่ำ ๆ

ระยะทางจากบ้านไปโรงเรียนก็ไกลพอสมควร ต้องนั่งรถเมล์ข้ามสะพานพุทธมาเรียน พอเรียนเสร็จก็ต้องนั่งรถเมล์ข้ามกลับไป เราก็อ้างได้ว่าเราสอนการบ้านเพื่อนบ้าง อยู่ที่โรงเรียนบ้าง อ้างแต่สิ่งที่ดี ๆ น่ะ แต่จริง ๆ แล้วก็ไปกับเพื่อน ผมชอบไปเที่ยว ผมอยู่ตรงนั้น (แถววรจักร) บางทีพักเที่ยงผมยังไปเล่นซ่อนแอบแถวผู้เขาทองเลย

+ ซ่อนแอบเนี่ยนะ

ใช่ครับ แต่เล่นได้รอบเดียวที่ภูเขาทอง และบางครั้งก็ไปวิ่งเล่นแถวเยาวราช

+ เพื่อน ๆ ก็ไปด้วยเหรอคะ

ไปครับ เฮโลกันไป ตอนนั้น ป.7 ปีสุดท้ายแล้ว

+ อ้าว! แล้วไม่ต้องตั้งใจเรียนเหรอคะ

ไม่มีปัญหา เพราะผมไม่ได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องเรียนโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์หรือสวนกุหลาบอะไรแบบนั้น ก็เรียนโรงเรียนวัดราชโอรสอยู่ใกล้บ้าน แถวบางขุนเทียน สอบธรรมดาก็ได้ เพราะผมหัวดี (หัวเราะ)

+ ชอบเที่ยวอย่างนี้ยังเรียนดีเหรอคะ

อย่างที่บอกไงผมไม่เคยหนีเรียน เลยเรียนดี สอบได้อันดับที่ตัวเดียวตลอด ที่หนึ่งบ้าง ที่สองบ้าง ถ้าได้ที่ 4 ถือว่าแย่มาก

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต

+ แล้วช่วงไหนที่รู้สึกว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต

ก็มีตอนอยู่ชั้น ม.ศ.3 เรียนที่โรงเรียนวัดราชโอรส ตอนแรก ม.ศ.1 ผมก็ยังเรียนดีอยู่นะ สอบได้อันดับดี ๆ เหมือนเคย แต่มาเริ่มแย่เพราะผมเริ่มไปเตะบอลบ้าง หนีไปดูหนังบ้าง ผมชอบดูหนัง พอเรียนชั้น ม.ศ. เริ่มไม่ดีแล้ว หนีเรียนแล้ว

+ เป็นเพราะอะไรคะ

เพื่อนครับ เพื่อนชวนด้วย แล้วผมก็ไปกับเขา ไปดูหนังที่โรงหนังโอเอ สเตลล่า ตอนแรก ๆ ก็ไปแถววงเวียนใหญ่ก่อน ไปดูหนังควบ ที่โรงหนังสุริยา วงเวียนใหญ่ ตอนหลังชักเริ่มไปไกลเรื่อย ๆ ผมก็ตามไป

+ คุณพ่อคุณแม่จับไม่ได้เหรอคะ

ไม่รู้เลย เราโกหกหมด เพราะท่านคิดว่าเราเรียน เราก็เริ่มลำพอง แต่ตอนหลังพอหนีเรียนไปดูหนัง การเรียนก็เริ่มเป๋แล้ว เชื่อไหมตอน ม.ศ.3 แบบฝึกหัดวิชาเลขของผม ไม่ได้ทำเลยทั้งเล่ม

+ แล้วทำยังไง

ก็ตกในวิชานั้น แต่ไม่ต้องซ้ำชั้น เพราะเฉพาะวิชา แต่ตอนสอบขึ้น ม.ศ.4 จะต้องสอบขึ้นไป แม้ว่าจะอยู่ในโรงเรียนเดียวกัน ผมก็สอบไม่ผ่าน

+ แล้วทำยังไงล่ะคะ

ผมกะจะไม่เรียนต่อ แล้วจะทำงาน เพราะครอบครัวคนจีนเมื่อก่อนเขาทำงานกันแถววรจักร สำเพ็ง เยาวราช อยู่ร้านอะไหล่บ้าง อยู่หน้าร้านบ้าง ร้านคนจีนขายผ้าใกล้ ๆ กับที่ผมเรียน

+ คุณแม่ไม่ว่าเหรอ

พอผมบอกว่าผมจะไม่เรียน เพราะบอกคุณแม่ว่าสอบไม่ผ่าน ตอนนี้เริ่มบอกความจริงแล้ว


เกือบไม่มีผู้ชายชื่อ "กนก" หน้าจอทีวี

+ คุณแม่ว่ายังไงบ้าง นาทีนั้นที่ไปบอก

ตอนนั้นผมคิดเหมือนกันว่าจะโกหก แต่พอสอบไม่ผ่านก็ไม่มีที่เรียน แต่ผมรู้สึกเฉย ๆ จริง ๆ นะ ผมไม่อยากเรียนหนังสือ อยากจะไปทำงาน ซึ่งตอนที่ผมไปบอกนั้น ผมทำเหมือนกับไม่ใช่เรื่องใหญ่ นึกออกไหม คือทำฟอร์มประมาณว่า ที่สอบไม่ผ่านคือไม่มีใจต่างหาก คือไม่ได้อยากเรียนอยู่แล้ว ก็เลยไม่ผ่าน ไม่ได้ตั้งใจอยู่แล้ว คืออยากทำงาน ผมเรียกคุณแม่ผมว่า อาอี๊ บอกท่านว่า อาอี๊ ผมอยากทำงานไม่อยากจะเรียนหรอก และคุณแม่ผมก็รู้สึกไม่ใช่เรื่องใหญ่ด้วยนะ ที่ผมสอบไม่ได้ แม่คงเชื่อผม

+ แสดงว่าคุณแม่ไว้ใจ

ใช่ เพราะผมปลอมหมดล่ะ สมุดพกผมก็ปลอมลายเซ็นหมด แต่คุณแม่ไม่ยอมให้เลิกเรียน

+ คุณแม่พูดว่ายังไงคะ

คุณแม่บอกว่า ปรึกษากับพี่ ๆ และอากู๋ทั้งหลายแล้ว บอกว่าบ้านเราต้องมีสักคนที่จบปริญญาตรี เพราะไม่มีใครเรียนถึงปริญญาตรีเลย ประชุมใหญ่และบอกว่าต้องเรียน

+ แล้วคุณกนกว่าอย่างไร เพราะสอบเข้าไม่ได้

ก็เรียนที่อื่นได้ เพราะมีหลายโรงเรียนที่ยังไม่เต็ม และสุดท้ายไปลงเรียนที่วัดรางบัว ที่บางหว้า อยู่ใกล้ ๆบางแค ซึ่งโรงเรียนพวกนี้ไม่ต้องสอบเข้า เพราะคนไม่เต็มอยู่แล้วเลยไปสมัคร แล้วเรียนได้เลย และโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนสห ผมก็ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตั้งใจเรียนหนังสือ กลับตัวกลับใจ

+ คิดไหมคะว่าอยากเรียนด้านไหน

ไม่ได้คิดเลยครับ ตอนนั้นสายที่ว่างคือสายศิลป์-คำนวณ ก็เรียนไป ตอนนั้นไม่ได้วางแผนเท่าไหร่ เพราะจะเริ่มเปิดเทอมแล้วด้วย และคิดเพียงว่าต้องตั้งใจเรียนให้จบปริญญา เชื่อตามที่บ้าน ที่บอกว่าจะให้จบปริญญาตรีสักคนหนึ่ง และคนที่น่าจะเรียนถึงปริญญาตรี น่าจะเป็นผม เพราะดูแล้วผลการเรียนดีที่สุด และคนอื่นก็ทำงานไปหมดแล้ว และส่งเสียผมเรียน

+ ตอนนี้เลิกเที่ยวเลยเหรอ อดได้หรือคะ

ก็อดได้นะ เรียนเป็นเรียน ไม่มีโดดเรียนอีกต่อไปอีกเลย เลิกเรียนก็กลับบ้าน ไม่ได้ไปไหนเลย และไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนกลุ่มเดิมด้วยนะ แต่อันนี้ก็ไม่ได้โทษเพื่อนหรอกนะ แต่ที่โรงเรียนนี้เด็กก็ค่อนข้างจะเรียบร้อยด้วย ก็ตั้งใจเรียน 2 ปี และสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

+ ทำไมเลือกวารสารล่ะคะ

ตอนนั้นรู้สึกว่าอยากทำงานด้านสื่อ คือตอนที่ผมวัยรุ่นนั้น คณะนิเทศศาสตร์จะหอมหวานมาก คนเลือกเยอะ เลยรู้สึกอยากจะทำด้านนี้

+ ตอนนั้นค้นพบหรือยังว่าตัวเองเสียงดี

ยังเลยครับ เสียงดีตอนอยู่ธรรมศาสตร์ แต่ตอนนั้นรู้สึกว่าอยากจะทำอะไรเกี่ยวกับบันเทิง เพราะผมเป็นคนชอบดูหนัง และผมขายหมากฝรั่งหน้าโรงหนังตั้งแต่เด็ก ๆ ผมรู้สึกว่า ผมชอบเกี่ยวกับหนัง พอคนเฝ้าเผลอก็แอบมุดเข้าไปดูหนังฟรีบ่อย ๆ



+ ตอนขายหมากฝรั่งกี่ขวบคะ

ช่วงเด็กเล็ก ๆ เลย ก่อนเข้า ป.1 อีก

+ แล้วดูหนังกลางแปลงบ้างหรือเปล่าคะ

ดูครับ ชอบมากเลย วันไหนมีหนังกลางแปลง ถือว่าเป็นวันที่ยิ่งใหญ่มาก สมัยผมเด็ก ๆ ปีหนึ่งจะมีงานประจำปีไหว้เจ้า จะมีหนังกลางแปลง และบางครั้งจะมีงิ้วด้วย วันไหนที่มีหนังกลางแปลง ผมจะมีความสุขมาก ผมจะไปรอตั้งแต่เขายังไม่ได้ปักเสา ซึ่งสมัยก่อนจะเป็นไม้ไผ่ ผมจะไปรอดูตั้งแต่รู้ว่าจะมา และที่บ้านก็ชอบดูหนังกลางแปลง พอมีการฉายก็จะชวนไปดูกันหมด

+ มีโฆษณาขายยารึเปล่า

ไม่มีขายยา จะมีขายกระเพาะปลา หมูสะเต๊ะ สายไหม ปลาหมึกปิ้ง แต่ถ้าโฆษณาขายยา ต้องเป็นต่างจังหวัดครับ (พูดพร้อมกับหันมามองคนสัมภาษณ์) นี่กรุงเทพฯ นะ ผมเด็กกรุงเทพฯ นะ (หัวเราะ) แล้วเมื่อก่อนจะมีการพากย์ด้วย ผมยังเคยไปดูคุณจุรี โอศิริ พากย์เลยนะตอนมีหนังกลางแปลงที่วัดเทพศิรินทร์

+ แล้วคุณกนกสนใจการพากย์ไหมคะ

ก็ตามประสา ผมก็ไปดูเขาพากย์ และเห็นว่า เออ! ตลกดี ปากตรงนี้ ตอนนั้นผมยังเด็กมาก ไม่กี่ขวบเอง ก็รู้สึกมีความสุข และถือว่าหนังกลางแปลงเป็นสุดยอด และพอมีหนังกลางแปลงที่ไหน ผมก็จะไปดู ถ้าไม่ไกลจนเกินไปนะ ผมไปดูมนต์รักลูกทุ่ง หนังกลางแปลงที่ตลาดวัดสำเหร่ด้วย




 
2004 © www.allaboutkanok.com - designed by jui - best view in 1024 x 768 pixel