"บ้าเหรอ!" เขาออกตัวเสียงหลง
เผลอฉีกยิ้มอย่างไม่รู้ตัว
"เกินไป ๆ เอาอะไรมาพูด"
ณ ห้องเฉลิมไทยของเวบไซต์พันทิปดอตคอม เคยมีการตั้งกระทู้เกี่ยวกับตัวกนกต่างๆ
นานา อาทิ
"วันนี้คุณกนกร้องเพลงอาลัยรัก ออกรายการคุยคุ้ยข่าว
น่ารักมั่กๆ!!"
"คุณแม่ดูรายการที่คุณสรยุทธจัดกับคุณกนก แม่ไม่รู้จักคุณกนกมาก่อน
ถามว่าคนนี้คือใคร พูดจาดีจัง เป็นกำลังใจให้นะคะ"
ไม่ได้กล่าวเกินจริง อีกไม่นานเขาคงจะมีแฟนคลับอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
"บ้าน่ะสิ!" กนกฉีกยิ้มกว้างตามสไตล์อีกครั้ง
แต่ดูราวว่าเป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมสุขไม่น้อย
ล่าสุด,กนกยังยึดหัวหาดอยู่ที่ฐานกำลัง "เนชั่น"
เดิมไม่เปลี่ยนแปลงไปไหน
แม้ว่ากระแสแรง "ดึง" "ดูด" แถวบริเวณถนน
บางนา-ตราดจะพาดผ่านเข้ามาให้ "คนเนชั่น"
ได้ซวนเซเป็น ระยะ-ระยะ
แต่สำหรับกนก-เขารู้หลบ (แม้ว่าจะไม่มีปีก) และรู้หลีก
(แม้จะไม่มีหาง)
ใครหลายๆคนประเมินว่าเขา
"เล่นเป็น"
"บ้าน่ะสิ"
กนกส่ายหัวเชิงทีเล่นทีจริงกับข่าวครึกโครม
เรื่องการดึงตัวเขาไปร่วมงานกับค่ายทีวีอื่นๆ
พิธีกรและผู้ประกาศข่าวชายคนนี้กำลังได้รับการจับตามองในวงกว้าง
และมีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมายกับเขาแน่นอนว่า
คนเราไม่ได้โชคดีถูกล็อตเตอรี่ไปทุกคน
ชีวิตของกนกก็ไม่ได้จับพลัดจับผลูดังขึ้นมาเฉยๆ
ของอย่างนี้ต้องมีที่มาที่ไป เราจึงขออนุญาต คุย-คุ้ย-เขา
อย่างเป็นกันเอง (ที่สุด)
และหากว่าเรื่องราวของเขาจะทำให้คุณต้องอุทานออกมาว่า
"บ้าที่สุด"
กนก รัตน์วงศ์สกุล ยินดีน้อมรับ...
ในห้องรับรองบนชั้น
12 A ของตึกเนชั่น อันเป็นฐานกำลังของคนข่าวสถานี "เนชั่นแชนแนล"
กาแฟและแยมโรลชิ้นใหญ่ถูกส่งมาจากชายหนุ่มรูปร่างสันทัด
เขาอยู่ในชุดทำงานตามมาตรฐานสากล และอาจมองเผินๆ...
"ผมไม่ได้เป็นคนหล่ออะไร แหม...หน้าตาอย่างนี้"
กนกออกตัวพร้อมรอยยิ้มกว้าง เขานั่งเอนตัวพิงโซฟาลายแดงด้วยท่าทีสบาย
ๆ
"ในจอเป็นยังไง นอกจอผมก็เป็นอย่างนั้น ยกเว้นการพูดจาเวลาทำงานก็ต้องระวังหน่อย
แต่หากอยู่ข้างนอก ผมก็พูดคุยปกติทั่วไป"
เราได้ทราบข้อมูลมาก่อนหน้านี้ว่า เขาไม่มีรถ นิยมนั่งรถเมล์มาทำงาน
และเกรงกลัวการขึ้นเครื่องบินเป็นที่สุด
"ขับรถในกรุงเทพมันอันตรายน่ะ" เขาว่า "ยิ่งเส้นบางนา-ตราด
แถวๆออฟฟิตผมรถบรรทุกเยอะมาก น่ากลัว
ไอ้ครั้นว่าผมจะซื้อรถบรรทุกให้เท่ากันมันก็กระไรอยู่
แล้วผมก็ไม่เดือดร้อนอะไร
ผมมีบ้านหลังเล็กๆ ห่างจากเนชั่นไปสี่-ห้าป้ายรถเมล์
เช้าผมก็นั่งรถเมล์มา เย็นก็นั่งกลับ ผมคิดว่าเอาเวลาที่เสียไปในการขับรถไปทำอย่างอื่นดีกว่า"
กนกเล่าว่า เมื่อก่อนตอนที่ช่องเนชั่นอยู่ที่ยูบีซี
8 คนที่โดยสารบนรถเมล์ยังไม่ค่อยมีใครจำหน้าเขาได้
แต่เดี๋ยวนี้ได้มาออกรายการทางช่องฟรีทีวี ก็เริ่มที่จะมีคนมาทักทายมากขึ้น
"ผมเคยคุยกับสรยุทธว่า พวกเราเนี่ยไม่เหมือนพวกดารานักร้อง
คือถ้าคนที่เจอดารานักร้องตามห้าง
เขาจะไม่กล้าเข้าไปทัก แต่กับพวกเรา เขาจะกล้าเข้ามาคุยด้วย
ถามเรื่องนั้นเรื่องนี้ เหมือนฝากความหวัง
เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า รูปแบบที่เราคุยในรายการเหมือนเราไปคุยอยู่กับเขาที่บ้านไง
เขาก็เลยรู้สึกว่าไอ้สองคนนี้มันคุยได้ กันเอง ๆ ว่างั้นเถอะ"
เหตุเพราะ "กันเอง" หรืออย่างไร ทำให้เกิดกระแสฟีเวอร์พิธีกรข่าวในเวลานี้
-- เราตั้งคำถาม
"ต้องยกให้คุณสรยุทธเขา ผมว่ามันเริ่มมาจากเหตุการณ์ที่เขาลาออกจากเนชั่น
ทำให้คนดูสนใจขึ้นมา
แล้วโลกภายนอกน่ะมันไม่มีคนแบบคุณสรยุทธ พอเขาออกไปสู่ฟรีทีวีก็เลยได้รับความนิยม"
แล้วส่วนตัวเขาล่ะ? -- เรากำลังหมายถึง "ความดัง"
ของเขาบ้าง
"ผมมันประเภทคลื่นลูกเล็ก คุณสรยุทธเขาคลื่นลูกใหญ่
ผมก็เคียง ๆ ตามเขาไป แต่ผมจะบอกให้นะว่า
ในวงการข่าวนี้ เราไม่สามารถทำตามกันได้หรอก ทุกคนต้องมีแบบฉบับของตัวเอง"
"ทุกคนต้องมีแบบฉบับของตัวเอง" -- เมื่อเขาชงมาอย่างนี้เราจึงต้องตบคำถามที่ว่า
จากเหตุการณ์ของคุณสรยุทธที่ลาออกไปอย่างครึกโครมนั้น
ถือเป็นกรณีศึกษาให้ "ทุกคนมีแบบฉบับเป็นของตัวเอง"
ด้วยหรือไม่
"คุณสรยุทธเขาก็รู้ตัวเองว่าเขาใจร้อนไปนะ
แต่สถานการณ์หลาย ๆ อย่างบีบบังคับเขา"
กนกสรุปแบบทิ้งติ่ง แต่เขาก็ยินดีที่จะเล่าเหตุการณ์ในวันนั้นให้ฟัง
"วันที่เกิดเรื่องผมตั้งตัวไม่ทันเลยนะ ทั้ง
ๆ ที่ผมก็คิดเอาไว้ก่อน ตอนนั้นเขาเริ่มไปจัดรายการเกมโชว์
"กล่องวิเศษ" แล้วเราก็รู้สึกว่าจะฉุดไม่อยู่หรือเปล่า
...เขาเองก็ไม่คิดจะลาออกจากที่นี่ คือเขาคิดจะทำทั้งสองข้างไปเจรจากันในสูตรที่ว่า
พอไปทำงานกับข้างนอกแล้วก็จะกลับมาทำต่อกับผม แต่ที่เนชั่นไม่ยอม
ซึ่งทางผู้ใหญ่เขามีความรู้สึกว่า
สิบปีที่เราสร้างคนขึ้นมา ช่องอื่นไม่ได้มาร่วมสร้างกับเรา
อยู่ดีๆมาดึงตัวแบบนี้
...ตอนนั้นทุกอย่างตัดสินด้วยอารมณ์ คุณสรยุทธก็ตัดสินด้วยอารมณ์
เหตุการณ์วุ่นวายมาก
อย่างที่บอกว่าผมไม่ทันได้ตั้งตัวแล้วก็ต้องมาจัดรายการต่อ
ขณะเดียวกันก็ต้องหาคนมาทำแทนเขาแล้วใครจะมาทำแทนเขาในเวลานั้น
--- คิดดูสิ"
กนกยอมรับว่า เป็นช่วงเวลาที่คนทำงานระส่ำระส่ายจริง
ๆ สรยุทธถือเป็นลูกหม้อที่อยู่กับเนชั่นมากว่า 15
ปี
เปรียบไปก็เหมือนเมื่อศูนย์หน้าดาวยิงโดนซื้อตัวไป
เพื่อนร่วมทีมที่เหลือก็ต้องจัดกำลังทัพเตรียมต่อสู้กันใหม่
สิ่งสำคัญ -- เวลานั้นเนชั่นทีวีก็กำลังย้ายบ้านใหม่ไปสู่ช่องไททีวี
ผู้ชมคนดูต่างก็เฝ้าจับตามอง
งานนี้พูดง่าย ๆ ว่า เสียศูนย์เพราะสูญเสียจริง ๆ
"สรยุทธเขาไม่ได้พูดอะไรกับผมมากนัก
เขาขอโทษที่ไม่ได้บอกให้รู้ล่วงหน้า และไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้
ผมบอกเขาว่ายังทันนะที่จะเปลี่ยนแปลงอะไร แต่ก็ต้องเข้าใจว่าสถาณการณ์บังคับไปแล้ว"
ถ้าจำกันไม่ผิด หลังข่าวครึกโครมไม่กี่วัน
สรยุทธก็ไปออกรายการทอล์กโชว์รายการหนึ่ง
และพูดถึงพิธีกรคู่ซี้ แต่กนกบอกว่าเขาพลาดที่จะได้ดู
"ช่วงหนึ่งในรายการ คุณสรยุทธบอกว่า คิดถึงคุณกนกด้วย"
เราบอกกับเขา
"ผมก็คิดถึงเขานะ คนเคยทำงานด้วยกันมานาน"
กนกยิ้มทั้งแววตา
ทราบว่าพอพูดถึงเพื่อนสนิท พิธีกรถึงลูกถึงคน
ก็ถึงกับเก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ในรอยตาของสรยุทธยากที่จะทานน้ำตาลูกผู้ชายเอาไว้ได้
เราถามกนกว่า เขาเสียน้ำตากับเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วยหรือไม่
"ผมไม่ได้ร้องไห้นะ"
เขาส่ายหน้าเนิบช้า คล้ายกำลังลำดับเรื่องราวและความรู้สึกในห้วงวลาดังกล่าว
"ช่วงนั้นผมไม่รับโทรศัพท์ ไม่อยากให้สัมภาษณ์ใครทั้งนั้น
คือไม่รู้จะพูดยังไง เพราะไม่เคยไง
ผมเข้าใจรัฐมนตรีเลยว่า เวลาที่พวกเราไปจี้ถามเขามาก
ๆ แล้วเขาไม่ให้สัมภาษณ์ เรายังรู้สึกเลยว่า
โห... เป็นคนของสังคมแล้วหนีอยู่นั่นแหละ ถามไปเสียดสีเขาออกอากาศด้วย
ทีนี้มาเจอกับตัวเข้าใจเลย
...ผมบอกตรง ๆ นะว่า ผมพยายามโน้มน้าวใจให้เขาอยู่ต่อ
แต่เขาบอกว่า ผมไม่ได้เป็นเขา
"ผมไม่ได้ยืนอยู่ตรงจุดที่เขายืนดังนั้นผมไม่สามารถรู้ว่ามันเป็นยังไง"
และแล้ว, จากจุดที่สรยุทธยืนอย่างที่กนกไม่เข้าใจก็มาถึงวันที่กนกเข้าใจ
--
เพราะเขาได้มายืนตรงจุดเดียวกันแล้ว
"กนกโดนดูด เตรียมย้ายรังใหม่!"
สื่อกระพือข่าวว่า เขาคือ "สรยุทธ2"
"หลังจากเหตุการณ์ของสรยุทธ ทำให้คนเริ่มจับตามองสรยุทธ2
ต่อไป
ซึ่งในวงการนี้บุคลากรด้านข่าวที่เป็นผู้ชายมีน้อยจะตาย
มองไปมองมาก็มาเจอผม
ไม่ใช่ผมเก่งหรอก แต่มันไม่มีไง
...มีคนชวนให้ไปจัดรายการเยอะมาก ๆ โน้มน้าวสารพัด
มีทั้งผู้ใหญที่เราเกรงใจ
ผมปฏิเสธจนเหนื่อย แต่ก็ไม่ได้หวั่นไหวอะไร
...แต่ผมเครียดมาก ๆ เลยนะ น็อกไปเลย ตื่นเช้าขึ้นมาวันหนึ่งรู้สึกไม่อยากไปทำงานดื้อ
ๆ
ถึงขนาดไม่อยากอ่านหนังสือพิมพ์ก็หายตัวไปเลย พอไม่ไปทำงาน
เขายิ่งลือกันไปใหญ่
ทางผู้ใหญ่ก็เป็นห่วงเรียกเข้าไปคุย ผมบอกเขาว่า ผมไม่ออกแน่นอน"
ใครเลยจะรู้ว่า สิ่งที่เขาพูดว่า "หายตัวไปเลย"
นั้น
ความเป็นจริงก็คือ เขาหายไปคุยกับคุณแม่...
วันหนึ่งที่บ้านย่านบางมด อันเป็นบ้านที่กนกซื้อให้คุณแม่อยู่...
"อี้...ถ้าสมมติ สมมติจริงๆนะอี้ เกิดผมไปทำงานที่ช่องอื่น
แล้วอี้ก็จะได้เห็นผมทางทีวีตลอด
แถมได้เงินสามแสนด้วย อี้จะเอามั้ย?" เขาถามแม่
แม่หรืออาซิ้มธรรมดา ๆ คนหนึ่งได้ฟังความของลูกชายคนที่
5 ของครอบครัวแล้วถามกลับมา
"แล้วมันจะดีกว่ามั้ย" แม่ถามแบบซื่อๆ ตรงๆ
"แล้วเขาจะจ้างเรานานแค่ไหน"
ลูกชายไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาเพียงหาคำตอบในแววตาของแม่ตัวเอง
แล้วอาอี้ที่ไม่ค่อยจะมีโอกาสเห็นหน้าลูกชายตัวเองในทีวี
เนื่องจากสัญญาณทางไททีวีไม่อาจส่งภาพลูกชายมาสายตาของเธอ
ก็พูดขึ้นมา
"แล้วใครจะอยู่ช่วยอาสุทธิชัยล่ะอาหนก สงสารอี"