แรกกนก |
เรื่องกนก | รูปกนก | อ่านกนก | คุยกนก

................................................................................................................  






นิตยสาร : LIPS
ปักษ์แรก : พฤษภาคม 2547
By : Chon



กนกยังนั่งสนทนากับเราอยู่ในห้องรับรองบนชั้น 12 A ของตึกเนชั่น
หลายครั้งที่เขาเสตาขึ้นมองภาพในจอทีวีที่ติดตั้งอยู่เหนือศีรษะขึ้นไป
แน่นอนว่ามันคือภาพของสถานีโทรทัศน์ ซึ่งประกาศตัวตนว่าเป็นสถานีข่าว 24 ชั่วโมง ที่ตรงไปตรงมา--เสมอมา
"ช่วงที่เกิดข่าว ผมยอมรับว่า แม่มีส่วนในการตัดสินใจมาก แต่ในใจก็คิดเสมอนะว่า ผมจะทิ้งเนชั่นไปได้ยังไง"
เราเห็นแววตาจริงจังของเขาในขณะที่พูด พลันกนกแหงนไปมองที่โทรทัศน์อีกครั้ง
"สมัยเด็ก ๆ ผมนี่เป็นทีวีแมนเลยนะ" กนกเปลี่ยนเรื่องสนทนาไป
"คือดูทีวีได้ทั้งวี่ทั้งวัน ผมเป็นคนชอบเรื่องบันเทิงอยู่แล้ว
ดูได้ตั้งแต่หนัง การ์ตูน เรียกว่าดูทุกอย่างตั้งแต่เช้ายันดึก เชื่อไหมว่าผมยังจำโปรแกรมได้อยู่เลย"
กนกพูดติดตลกว่า ถ้าสมัยก่อนมีการวิจัย อย่างเช่นประเทศสหรัฐอเมริกาทุกวันนี้
ว่าเด็กใช้ชีวิตอยู่หน้าจอทีวีมากเกินไป เขาต้องติดอยู่ในกลุ่มนี้แน่นอน
"ผมเนี่ยโคตรน่าเป็นห่วงเลย" เขาหัวเราะ

กนกเกิดในครอบครัวคนจีนย่านยศเส ที่มีฐานะไม่สู้ดีนัก
แต่หากจะให้สะกดคำว่า "จน" แล้วละก็ เขาไม่รู้จักหรอก
ไม่ใช่ว่าต้องหลงหลอกตัวเองอะไร แต่มันไม่รู้สึกจริงๆ
"ตอนเด็กมีอยู่สองสถานที่ที่ทำให้ชีวิตผมสมบูรณ์มาก
คือช่วงกลางวันผมจะไปที่วัดเทพศิรินทร์
วิ่งเล่น จับจิ้งหรีด เตะบอล อะไรก็ว่าไป ตกตอนเย็นก็จะไปที่โรงหนังเฉลิมเขตร์
ไม่ได้ไปดูหนังเพราะไม่มีตังค์ แต่ไปขายหมากฝรั่งอยู่หน้าโรง
...ที่บ้าน พี่ ๆ ทุกคนต้องช่วยกันทำมาหากิน ผมยังไม่เข้าเรียน ก็ไปช่วยเขาขายหมากฝรั่งหน้าโรงหนัง
เราตกลงกันว่าจะแบ่งกันขายบริเวณไหนของโรงหนังกันบ้าง ก็ใช้วิธีจับฉลากกัน
ซึ่งผมมันพวกเหลือเดนน่ะ มักจะไปได้แถวที่จอดรถ หรือไม่ตรงไหนว่าง ๆ เอ็งก็ไปขาย
ผมก็เดินเร่ขายไปเรื่อย ...อยากดูหนังมาก แต่ไม่ได้ดูเลยนะ
เมื่อก่อนโรงหนังเขาจะมีม่านกั้น เราก็เดินเฉียดเอาขาแหย่ ๆ เข้าไป
โอ้โห แอร์เย็นวุ้ย พอเขาเผลอก็แอบเปิดม่านดู เห็นจอหนังเบ้อเร่อเลย ตื่นเต้นมาก
...จนกระทั่งทนไม่ไหว อยากเข้าไปดูจริง ๆ ก็เอาหมากฝรั่งที่ขายไปแลกกับพวกขายตั๋วผีหน้าโรง
ได้เข้าไปดูสมใจ ตื่นเต้นมาก ๆ เลย พอดีวันนั้นเขาจัดรอบพิเศษ
คือเมื่อก่อนหนังรอบพิเศษก่อนฉายจะมีแสดงหน้าม่าน
ก็จะมีดนตรี มีตลกมาเล่นให้ดู ผมก็รอ รอจนหลับ ตื่นมาอีกทีหนังยังฉายอยู่
แต่รู้แล้วว่าดึกมาก ต้องกลับบ้าน กลับไปถึงเขากำลังจะไปแจ้งความ สรุปงานนั้นก็โดนแม่ตีซะ"
ยุคประถม,กนกเข้าเรียนโรงเรียนสตรีศรีบำรุง ซึ่งเป็นโรงเรียนราษฎร์ที่ต้องเสียค่าเรียนแพงเอาเรื่อง
แต่ความที่แม่อยากให้ลูกชายได้เรียนภาษาอังกฤษ จะแพงแค่ไหนก็ยอมละ
"วิสัยทัศน์แม่ผมกว้างไกลมาก ที่บ้านอยากจะให้มีคนรับปริญญาจากในหลวงสักคน
ก็ดูท่าว่าผมจะมีแววรุ่งที่สุด"เขาว่า
แต่เด็กชายกนกก็เรียนโรงเรียนราษฎร์แห่งนั้นได้สองปี เหตุเพราะทางบ้านโดนไล่ที่
เปรียบเป็นหนังก็คงมาถึงฉากดราม่า เค้นน้ำตา เด็กชายก็เสียน้ำตาจริง ๆ นั่นแหละ
แต่เหตุไม่ใช่เพราะเกิดอาการ "รักเก่าที่บ้านเกิด"
แต่เป็นเพราะเขาเสียดายโรงหนังอันเป็นที่รักมากกว่า
"โรงหนังเฉลิมบุรีถูกทุบทิ้งพอดีเหมือนกัน ตอนที่ย้ายบ้านไปแล้ว
บางวันผมก็แอบไปดูโรงหนังที่กำลังถูกทุบ
ไปยืนร้องไห้ ไม่รู้สิผมรู้สึกว่ามันเป็นความผูกพันน่ะ
ทุกวันนี้ยังเคืองเจ้าของโรงหนังอยู่เลยนะ"
กนกย้ายเข้าสู่โรงเรียนวัดพิเรนทร์เพื่อต่อชั้นประถม 3 และไม่ได้เรียนโรงเรียนราษฎร์ดังเคยมา
"ตอนนี้ที่บ้านคงรู้แล้วว่าฐานะจริง ๆ เป็นยังไง"
ด้วยความเป็นเด็กหัวดี เขามักจะสอบได้ "เลขตัวเดียว" อยู่เสมอๆ
ซึ่งออกจะสวนทางกับวีรกรรมประสาเด็ก -- ทำอย่างเดียวน่ะมันน้อยไป
"อย่างที่บอกว่า ผมไม่เคยรู้สึกว่าจนเลย ผมได้ไปวิ่งเล่น ใช้ชีวิตวัยเด็กเต็มที่ ส่วนพวกของเล่นไม่เคยรู้จัก
เพราะพ่อแม่ไม่เคยพาไปเดินห้างฯ ผมเห็นแต่จิ้งหรีด แมงปอ ลำคลอง
แล้วไม่เคยมีหรอก ประเภทว่า วันนี้วันเกิดลูก เอ้า! หลับตาสิ เดี๋ยวพ่อจะให้อะไร ฝันไปเถอะ!
...ผมเจอพ่อน้อยมาก เพราะพ่อทำงานสถานีรถไฟบางซื่อ กลับถึงบ้านก็ค่ำแล้ว
แล้วพ่อชอบเถียงกับแม่ ผมไม่ค่อยชอบ
ครอบครัวคนจีนสมัยก่อนต้องทำมาหากิน ประเภทที่จะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาดูหนังด้วยกัน
ถึงเวลากินข้าวก็มาทานพร้อม ๆ กัน อู้ย! ฝันอีกแล้ว!!
ซึ่งผมคิดว่ามันสำคัญนะเรื่องแบบนี้ แต่ตัวเองไม่เคยเจอเลย
แต่ผมก็สนุกไปตามเรื่องของผม ไม่ได้คิดมาก ก็ใช้ชีวิตเอาตัวรอดมาได้"

ยุคมัธยม,กนกสอบเข้าโรงเรียนวัดราชโอรส ความเกเรยิ่งชัดขึ้น เริ่มหนีเรียน เข้าแถวปุ๊บก็หนีเลย
บางวันไม่หนีก็เตะบอล ไม่ยอมขึ้นเรียน จากที่เคยได้ที่สอง ตัวเลขก็เพิ่มขึ้นเป็นเจ็ด-สิบเอ็ด-ยี่สิบเอ็ด
แล้วก็สอบตกในที่สุด
...พักเที่ยงผมก็ไปวิ่งเล่นแถวเยาวราช ไปมุดโรงน้ำชาซะอย่างนั้น
ไปขายเรียงเบอร์เก็บตังค์ เพื่อแอบไปดูหนังโป๊ที่บรอดเวย์
โอ้โห! สุดยอด ดูหนังโป๊เรื่องแรกในชีวิต จำได้เลย เป็นของโตเอะภาพยนตร์หนังโป๊ญี่ปุ่น
ตื่นเต้นมากที่ได้เห็นหน้าอกผู้หญิงอยู่ในจอใหญ่ ๆ ขนาดนั้น
...แล้วผมชอบนั่งรถเมล์มาก ผมจะมีเพื่อนรวยอยู่คนหนึ่ง บ้านมันขายผ้าอยู่วงเวียนใหญ่
ก็ชักชวนกันไปห้างไดมารู สมัยนั้นนี่สุดยอดแล้ว บางวันก็นั่งรถเมล์ไปตามย่านต่างๆ
อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง วันนี้ไปได้แค่นี้เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปต่อ อยากจะรู้ว่าทีที่เราไปต่อจะเป็นยังไง"
เพราะสนุกกับการนั่งรถเมล์ พลอยทำให้เกรดการเรียนสวย ๆ ตกหล่นไประหว่างทาง
จนในที่สุด เด็กหนุ่มก็ไม่มีโอกาสเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนเดิม ขืนเรื่องราวยังเป็นเช่นนี้
สงสัยว่าอาอี้คงจะไม่ได้เห็นปริญญาบัตรของอาตี๋หมายเลข 5 ของตระกูลเป็นแน่
ดังนั้นจึงมีคำสั่งเบื้องบนเด็ดขาด -- "สั่งย้ายอาหนกยี่สิบสี่ชั่วโมง"
"ไม่ถึงขนาดนั้น" เขาว่า "เรียกว่าไปฟักตัวใหม่
แต่ไปฟักไกลหน่อยนึง เป็นโรงเรียนชานเมืองชื่อ วัดรางบัว แถวๆบางแค
เมื่อยี่สิบปีก่อนชานเมืองมากเลยนะ... พอไปอยู่วัดรางบัวเด็กที่นั่นจะเรียบร้อย
มีผู้หญิงด้วย ผมเรียนโรงเรียนชายมา
พอมาเรียนกับผู้หญิง ไอ้ความที่มีผู้หญิงมันช่วยกล่อมเกลาให้เราเรียบร้อยได้
ด้วยความที่เป็นเด็กหัวดีอยู่แล้ว พอตั้งใจเรียนก็กลับมาดีขึ้น"
ยุคอุดมศึกษา,หลังจากเปลี่ยนวิสัยทัศน์ กลับมาคิดใหม่ ทำใหม่ ให้เป็นที่ชื่นใจของครอบครัว
อาตี๋หมายเลข 5 ของครอบครัว รัตน์วงศ์สกุล
ก็ดำเนินความตั้งใจของแม่
ด้วยการเอ็นทรานซ์ติดเข้าคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมดังหวัง


"ตอนนั้นอยากเป็นนักเขียนมาก คิดว่าเรียนด้านนี้แหละเหมาะที่สุด
แต่เรียนมาสี่ปีไม่เคยเขียนอะไรเลยซักอย่าง"
ในเมื่อโลกยังหมุนรอบตัวได้ฉันใด
แล้วทำไมวีรกรรมเก่า ๆ ของนายกนก จะหมุนเวียนกลับมาดังเดิมไม่ได้อีกเล่า
"ตอนเข้าเรียนธรรมศาสตร์สนุกมาก ๆ เป็นโลกใหม่เลยนะ ชีวิตเริ่มกลับไปสู่แบบเดิมอีกครั้ง
คือตัวผมเนี่ยไม่รู้เป็นไง มันพร้อมจะหลงระเริงไปกับอะไรได้โดยง่ายจริง ๆ"
ว่าเข้าไปนั่น,เขาหลงระเริงอะไรนักเหรอ?
"เรียนสี่ปีเหลือเชื่อจริง ๆ ไม่มีสมุดเล็กเชอร์สักเล่ม ผมใช้บริการซีร็อกซ์อย่างหนักเลย
เข้าเรียนเพียงวันแรกเท่านั้น ที่เหลือไม่เคยเข้าเลย
แต่ถามว่าไม่เรียนเพราะไปทำกิจกรรมเหรอ
เปล่าอีก ไม่เคยเลย ผมเตะฟุตบอลอย่างเดียว"
เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องแต่งที่อ้างอิงจากประสบการณ์จริง -- ของเขา
ในรายการกีฬารายการหนึ่ง,วัน เดือน ปีใดๆ ไม่ระบุชัดแน่นอน
พิธีกรกำลังให้ข้อมูลเรื่องนักฟุตบอลอาชีพให้ผู้ชมทางบ้านฟัง
หนึ่งในนั้นมีนายกนกนั่งรับชมรับฟังอยู่ด้วย
เขาสงสัยว่า นักฟุตบอลอาชีพมันคืออะไร
"มันก็คือ เตะบอล แล้วก็รับเงินเดือนไงล่ะ" พิธีกรชายว่า
"โอ้โห! ไม่ได้ใช้หัวคิดอะไรเลย เวิร์กสุดๆ" เด็กหนุ่มตื่นเต้นจนเนื้อเท้าตื่น
"เอาเว้ยเตะบอลดีกว่าเรา" พิธีกรชายเผลอทักท้วงเขาผ่านจอโทรทัศน์
" อ้าว ! แล้วนักเขียนไม่อยากเป็นแล้วเหรอ"
ระหว่างมือกับเท้า,เด็กหนุ่มเลือกสองเท้าดีกว่า เข้าตำรา "คนเรา--หากินด้วยลำแข้ง"

ภาพบนจอโทรทัศน์ในห้องรับรองของชั้น 12 A ยังปรากฎอย่างต่อเนื่อง
กนกนั่งอิงพนักด้วยท่าทีสบายๆ อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เริ่มพูดคุยกัน
อีกไม่นานถาพบนจอโทรทัศน์ก็คงจะมีเขาปรากฎขึ้น
ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง
"แม้ว่าผมจะเตะบอลอย่างเป็นล่ำเป็นสัน แต่ขณะเดียวกันผมก็ชอบอ่านหนังสือพิมพ์
อ่านหมดทุกอย่าง ผมสอบใบประกาศได้ตั้งแต่อยู่ปี 1
เพราะมีคนบอกว่าเสียงดี ผมก็ไปสอบ
มีอาจารย์แนะนำว่าผมน่าจะเอาดีทางด้านบรอดคาสท์
...ผมก็คิดในใจ เออ น่าสนใจเหมือนกันนะ วอกแวกอีกแล้ว
ก็บอกแล้วผมพร้อมจะหลงระเริงอะไรได้โดยง่าย (หัวเราะ)"
สี่ปีในรั้วหมาวิทยาลัยผ่านไป หลังนำปริญญบัตรไปอวดอาอี้เรียบร้อย
ก็ถึงเวลาออกไปโบยยินตามภาษาคนหนุ่ม
เขาคิดเลือกจะบินทางไหนดี เพราะที่ผ่านมาเขามีโครงการบินหลายเที่ยวบินเหลือเกิน
ยังดีที่รู้ตัวว่าไม่ชอบที่สูง
ดังนั้นในการเริ่มต้นทำงานของกนก เขาจึงเลือกทำงานในระดับราบเรียบกับความสามารถของตัวเอง
"ไปสมัครงานทำสารคดีสั้นทางวิทยุที่ 77 สตูดิโอ ทำอยู่ไม่กี่เดือน
จนกระทั่งเขามีบัส ซาวนด์ เป็นวิทยุบนรถเมล์ ต้องมีดีเจเปิดเพลงแล้วพูด
แล้วผมเนี่ยเป็นคนที่คลุกคลีกับรถเมล์มาก ๆ น่าจะเหมาะกับตัวเองที่สุด
...ครั้งหนึ่งผมเคยเถียงกับเพื่อนชื่อเต่าว่าบนรถเมล์ควรมีอะไร
ผมบอก รถเมล์ต้องมีเพลงสิ
แต่เพื่อนค้านว่า รถเมล์ต้องมีพัดลมสิเพราะอากาศร้อน
ผมก็ว่า บ้าน่ะสิ รถแอร์ก็มี อยากเย็นก็ไปขึ้นรถแอร์สิ

...พอมีบัสซาวนด์ขึ้นมา ผมก็ไปขอลาออกจากที่เก่า แล้วก็มาทำที่ใหม่นี้
จัดอยู่ที่ ขสทบ.102 เป็นคลื่นรถเมล์เลย ดูช่างมีความสุขเหลือเกิน
...ไปเปิดเพลงวันแรกของนูโว โชเฟอร์โทรมาด่า บอกอยากฟังสุนารี เราก็เปิดให้
ปรากฎว่าผู้โดยสารโทรมาโวยบ้าง เปิดแต่เพลงลูกทุ่ง
เอาละสิ เปิดเพลงอะไรก็มีแต่คนด่า เพราะคนบนรถเมล์มีหลายกลุ่ม ยุ่งเลยทีนี้
...วันดีคืนดีกระเป๋าโทรมาขอเพลงไมโคร ผมเปิดเพลง "หมื่นฟาเรนไฮต์" ให้เลย
ผู้โดยสารโทรมาว้าก จะบ้าเหรอไง
บนรถเมล์ก็ร้อนจะตายชัก คุณเปิด "หมื่นฟาเรนไฮต์" คุณบ้าหรือเปล่า โอ้โห
ผมนึกถึงหน้าไอ้เต่าเพื่อนผมเลย ถูกของมัน บนรถเมล์น่าจะมีพัดลม (ฮา)"
เป็นดีเจบัสซาวนด์ท่าจะไม่รุ่ง เขาจึงหันไปจัดรายการวิทยุภาคปกติแทนดีกว่า
แต่เรื่องที่น่าจะเข้ารูปเข้าร่าง ก็กลับกลายเป็นผิดที่ผิดทางเสียอีก
"ไปจัดรายการทั่วไป เปิดเพลงวัยรุ่น แต่ผมชอบอ่านข่าว ก็เอาข่าวสารไปคุยให้คนฟัง
พอเปิดเพลงนูโวจบ ก็คุยเรื่องเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ เป็นไงเข้ากันไหม
เจ้าของเวลาก็โทรมาถาม มันจะดีเหรอคุณกนก เขาคงเกรงใจไม่กล้าด่าผมตรง ๆ น่ะ
พอหมดสัญญาผมก็ต้องเลิก เลิกปุ๊บผมก็ไปทำที่ใหม่ แล้วผมก็พูดเหมือนเดิม"
กนกเล่าว่า เขาล้มลุกคลุกคลานอยู่ในแวดวงดีเจจัดรายการวิทยุอยู่ราว ๆ 5ปีเห็นจะได้
และถึงแม้ว่าจะใช้คำว่า "ล้มลุกคลุกคลาน" แต่เลือดหนุ่มในร่างกาย ณ ขณะนั้น มันฉีดพล่านเสียจนเขาไม่รู้สึกถึงความเหนื่อยหน่ายเอาเลย
"มันเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขมาก อาชีพดีเจเป็นอาชีพที่ใคร ๆ ก็อยากอยู่ใกล้
โดยเฉพาะสาว ๆ ที่มีเข้ามามากมาย
...ผมมันพวกสุขนิยม อยากให้ทุกคนมีความสุข ไม่อยากให้มีความทุกข์
เมื่อก่อนคนแต่งงานแล้วไม่มีความสุข โทรมาคุยกับผม
ทรมานอย่างโน้น ทุกข์ใจอย่างนี้ ผมยุให้หย่าเลยนะ
ผมพูดออกอากาศด้วยปรากฎว่าเขาเลิกจริง ๆ
แต่พอเลิกปุ๊บเขากลับมาติดผมแทน อเวจีเลยสิทีนี้
...ผมจัดรายการดึก พอเลิกก็ไปเที่ยวต่อ ไปนอนบ้านคนนั้น คนนี้ เจ็ดวันไม่เคยนอนบ้านตัวเองเลย
กลับมาอีกทีก็เช้าเพราะคนที่นอนด้วยเขาต้องตื่นไปทำงาน ผมก็กลับบ้าน
เรียกว่าอพาร์ตเม้นต์ในกรุงเทพฯ ผมนอนมาเยอะมากแล้ว ...ชีวิตคนกรุงเทพมันเหงานะ
แล้วดีเจนี่ล่ะเป็นที่พึ่งเลย เราก็ทำตัวเป็นพ่อพระ ไปช่วยคลายความเหงา
ซึ่งหารู้ไม่ว่าตัวเราเองก็เหงาเหมือนกัน
...ชีวิตช่วงนั้นมีความสุขมาก ๆ อายุกำลังจะสามสิบแล้ว
ทำงานเปิดเพลง แล้วก็รับเงิน มีผู้หญิงผ่านมามากหน้าหลายตา แทบทุกอาชีพ
ผมก็รู้สึกดีนะที่ได้คุยกับเขา"

เวลาผ่านมาหลายปี...ณ ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใจกลางกรุง
กนกผ่านมาทำธุระห้างนี้พอดี ขณะกำลังเดินผ่านผู้คนที่อยู่ในห้าง
บังเอิญมีหญิงสาวคนหนึ่งเดินสวนทางเขาไปต่อหน้า
"เหมือนเคยเห็นหน้ามาก่อน" กนกรู้สึกคุ้นหน้าผู้หญิงคนนั้นแต่ไม่แน่ใจ
หญิงสาวหันกลับมาเช่นกัน เธอทำท่าเหมือนจะทักเขาแต่แล้วก็เดินต่อไป
"คงเป็นผู้หญิงสักคนหนึ่งที่ผมเคยพบ...ในช่วงวันเวลาที่ดึกมากเหลือเกิน"

>> มีต่อ
<< หน้าที่แล้ว

 
2004 © www.allaboutkanok.com - designed by jui - best view in 1024 x 768 pixel