แรกกนก |
เรื่องกนก | รูปกนก | อ่านกนก | คุยกนก

................................................................................................................  






นิตยสาร : Open
กรกฎาคม 2003

























เงินตามมาจากอะไร เพราะรายได้ก็มาจากแหล่งเดียว จะไปโฆษณาเหมือนดารา สถานีก็มักไม่อนุญาต

"ที่นี่อาจจะทำได้ แต่สำหรับที่นี่ต้องขออนุญาตก่อน เช่นกระทรวงสาธารณสุขมาเชิญคุณอ๋อย-กฤษณะ รณรงค์เรื่องอุบัติเหตุ อย่างนี้ได้ แต่ถ้ามียาแก้ไอมาติดต่อผม อันนี้ต้องดูก่อน ขึ้นอยู่กับบริษัท เพราะผมก็คือสินค้าของบริษัท ที่เป็นอย่างนี้เพราะอาชีพข่าวมันไม่เหมือนอาชีพพระเอก-นางเอก เราต้องอยู่กับความน่าเชื่อถือ เพราะอาชีพเราคือเสนอข่าว สิ่งที่พูดออกไปคนฟังจะเชื่อถือ แต่ถ้าสมมุติว่าคุณตอบรับเป็นพรีเซนเตอร์ขึ้นมา ตอนหลังพบว่ายาตัวนี้ย้อมแมว ทีนี้คุณจะวางตัวเวลาสัมภาษณ์อย่างไร คนดูจะเชื่อคุณพูดไหม มันเสียหายต่อเราได้ ดังนั้น ผู้ใหญ่จึงต้องช่วยตัดสินใจ"

แล้วอย่างนี้คนในองค์กรทำอย่างไร เพราะเมื่อเริ่มมีชื่อเสียง แต่บริษัทกลับบอกว่า จะทำอะไรต้องขออนุญาตก่อน

"เด็กที่นี่น่ารักครับ พูดก็เข้าใจ บางทีเดินเข้ามาบอกผม 'พี่ เพื่อนติดต่อให้ไปเป็นพรีเซนเตอร์สารคดีสั้นสามนาทีได้ไหม' ผมตอบไปว่าถ้าเป็นช่องเราได้ทันที ถ้าช่องอื่นต้องไปขออนุญาตบริษัทก่อน บริษัทก็ไม่ถึงกับปฏิเสธทุกเรื่องตลอดเวลา"

ทำงานก็หนัก เหนื่อยขนาดนี้ ชื่อเสียงก็มี แต่กลับโฆษณาไม่ได้ แต่บ้านต้องซื้อ รถต้องมี จะทำอย่างไร

"จริง ๆ ที่เนชั่นมีเงินเดือนให้ ซึ่งผมคิดว่าอยู่ได้ ไม่น้อยหน้าที่อื่น ไม่กดขี่หรอกเชื่อเถอะ อย่างผมแม้เงินเดือนไม่มาก แต่ครองชีพได้สบาย"

ต้องสมถะ หรือว่ามีความฟุ่มเฟือยได้บ้าง

"พูดลำบาก เพราะบังเอิญผมเป็นคนสมถะ ผมไม่บังคับตัวเอง แต่ไม่ถึงกับอยากได้อะไรก็ได้ แต่ถ้าถามว่าวันนี้อยากซื้อรถได้ไหม ตอบว่าได้ ไปต่างประเทศได้ไหม ก็ได้ ไม่ลำบาก แต่ไม่ไป เพราะกลัวเครื่องบิน (หัวเราะ) อย่างฟุตบอลก็ไม่จำเป็นต้องไปดูต่างประเทศ เขาอุตส่าห์เสียเงินถ่ายทอดสดมาแล้ว จะไปดูให้ไกลทำไม ถ้าจะให้ผมไปคงต้องรอรถไฟฟ้าไปถึงก็แล้วกัน เคยบินไปแค่อุดรธานี ผมก็แย่แล้ว กลัวความสูง ต้องส่งผู้บริหารไปประกบผม ได้ที่นั่งดีอีก ริมหน้าต่าง เห็นเมฆเป็นก้อน ๆ เลย"

คุยกันมาเยอะเรื่องหลักการของการอยู่ร่วมกันขององค์กร การสร้างคน ทีนี้ พอเกิดกรณีคุณสรยุทธ มันอธิบายความว่าอย่างไร มันพังความเชื่อทั้งหลายทั้งปวงที่เราพูดมาทั้งหมดไหม เพราะครั้งนี้ผู้ใหญ่ที่เป็นหน้าเป็นตาของสถานีทำเสียเอง แทนที่จะเป็นเด็กเหมือนเมื่อก่อน

"กรณีคุณสรยุทธเกิดขึ้นเพราะว่าอะไรรู้ไหม เพราะว่าเขาอยู่มานาน สิบห้าปี ก็เหมือนลูกหม้อของทีมแมนฯ ยูฯ เดวิด เบ๊คแฮม แค่มีข่าวว่าจะย้ายทีมก็กลายเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ เพราะว่าเขาคือลูกหม้อ แต่ถ้าถามว่าเขามีสิทธิไปไหม เขามีสิทธิไป ผมมองว่าเป็นจุดที่คนดูไม่เคยคิดมาก่อนมากกว่า แต่โดยส่วนตัวผมคิดมาก่อน คุณก็คงไม่คิดว่าผมกับคุณสรยุทธจะจัดรายการไปตราบชั่วฟ้าดินสลาย มันเป็นไปไม่ได้ ผมเคยจัดรายการวิทยุมาก่อน ตอนนั้นเปลี่ยนคลื่นทุกปี บางรายการแค่ครึ่งปีก็ต้องเปลี่ยน ดังนั้น ผมจึงชินมากกับการเปลี่ยนแปลง และเตรียมพร้อมเสมอ ผมคิดเลยว่าถ้าผมไม่ได้จัดก็ไม่ถึงกับต้องฆ่าตัวตาย แรก ๆ อาจจะฟุ้งซ่าน ตอนหลังก็ทำใจได้
ครั้งหนึ่งผมกับคุณสรยุทธก็เคยไม่ได้ออกรายการทั้งคู่ ผมก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร สำหรับกรณีคุณสรยุทธครั้งนี้ ผมว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา เพียงแต่มันมาเร็วกว่าที่คิด แต่ทำใจไว้แล้ว รู้ว่าสักวันหนึ่งต้องไม่ได้จัดรายการด้วยกันแน่นอน ไม่มีช่องให้จัด หรือคุณไป ผมไป มันต้องเกิดขึ้น แต่คนดูส่วนใหญ่ไม่คิดอย่างผม จึงมองเป็นเรื่องใหญ่เท่านั้นเอง"

กลับมาที่เรื่องปรัชญาขององค์กร การไปของคุณสรยุทธมันสั่นคลอนความเชื่อมั่นในปรัชญาขององค์กรบ้างไหม

"มันทำให้อะไรที่ไม่เคยคิดมาก่อนก็ต้องคิด ไม่ถึงกับเป็นปัญหา แต่กรณีนี้ทางผู้บริหารคิดมาก่อน ผมคิดมาก่อน คิดในแง่ของปรัชญาที่ว่าวันหนึ่งเราต้องไม่ได้จัดด้วยกันตลอดไป แม้จะไม่เคยคุยกับคุณสรยุทธเรื่องนี้ตรง ๆ แต่เป็นเพราะประสบการณ์มากกว่าที่ทำให้คิด ซึ่งต่อไปนี้ก็คงคิดมากขึ้นด้วย"

ทีนี้จะทำอย่างไร สถานีสร้างคนเหล่านี้ขึ้นมา เรียกได้ว่าเป็นดาราของสถานี เป็นเอกลักษณ์และจุดเด่นของรายการ แต่พอสร้างแล้วไปหมด เพราะเป็นดาราแล้วมีข้อต่อรองเยอะ

"ไม่เป็นไรหรอก มันกลายเป็นหน้าที่ของเราแล้ว ที่นอกเหนือจากการทำข่าวก็คือการสร้างคน แล้วชาวบ้านรู้ ถ้ามันเกิดกรณีคุณสรยุทธ ผมว่าเนชั่นมีสิทธิภาคภูมิใจ เหนื่อย แต่ช่วยไม่ได้ เราทำไม่ได้ที่จะจับมาเซ็นสัญญาอยู่กับเราสิบห้าปี ห้ามไปไหน ไม่มีทางหรอก"

ทำไมไม่มีการเซ็นสัญญาเหมือนต่างประเทศ

"อย่าไปทำอย่างนั้นเลย ประเทศไทยก็มีระบบของเรา บางสถานีอาจทำแต่ที่นี่ยังไม่เหนื่อย พอที่จะสร้างคนต่อไป ยังมีแรงอยู่ ใครจะไปรู้ว่าผู้บริหารของเรา อาจจะดูคุณสรยุทธด้วยความภาคภูมิใจอยู่ก็ได้"

ดูคุณกับคุณสรยุทธเมื่อคืนจัดรายการคนละช่อง แต่เหมือนกันมาก มันไม่ภูมิใจ แต่รู้สึกกังขา ในแง่ที่ว่าคุณสรยุทธเคยทำคมชัดลึกที่เนชั่นมาก่อน แต่พอย้ายไปไม่กี่วันก็เกิดรายการที่เหมือนกันมากอย่างรายการ 'ถึงลูกถึงคน' นอกจากลักษณะรายการแล้ว แขกรับเชิญยังเป็นคนเดียวกันอีก ต่างแค่เวลานิดหน่อย

"ถ้าในแง่ส่วนตัวกังขาไหม ผมขอไม่ตอบ มันเป็นมาอย่างไรรู้ไหม คุณสรยุทธเขาถูกสร้างมาจากสำนักเดียวกัน คือเส้าหลิน พอมาเจอเพลงมวยเดียวกัน ไม้ตายที่คุณจะชนะเพลงมวยเพลงนี้ก็ต้องไม้เดียวกัน ไม่ใช่ของแปลกอะไร ต้องเจออยู่แล้ว "

ถ้ากลับกัน เป็นคุณบ้าง ช่อง 9 ยื่นข้อเสนอมาแบบนี้ ลักษณะรายการ 'ถึงลูกถึงคน' แบบนี้จะทำไหม

"ผมไม่เคยคิดจะเดินออกไปเลย ยังไม่ต้องสมมุติถึงขนาดนั้น เพราะผมสนุกกับที่นี่ มีคนติดต่อมาตลอด แต่ผมปฏิเสธทันที 'ไม่ไปหรอก คุยกับเจ้านายของผมก็แล้วกัน' บางทีก็ไม่ใช่การดึงตัว เป็นแค่การเข้าไปช่วยเท่านั้น แต่ผมก็ไม่ไป ตอนหลังไม่มีใครเขามาชวนแล้ว เพราะลูกน้องปฏิเสธแทน จนบางทีผมต้องแซวว่า ทำไมมึงไม่ถามก่อนว่าให้เท่าไหร่ บางทีกูอาจจะไปก็ได้นะ (หัวเราะ) แต่จริง ๆ คือ ไม่ไปหรอก ภาพของผมมันกลายเป็นสัญลักษณ์ของเนชั่นไปแล้ว"

แล้วอะไรที่มันทำให้คนต่างกัน คุณสรยุทธอยู่มานานกว่าคุณกนกเสียด้วยซ้ำ อะไรที่ทำให้คน ๆ หนึ่งปฏิเสธ ส่วนอีกคนหนึ่งไปทันที

"มีเหตุผลอยู่สองข้อ ข้อแรก คือ อุปนิสัยส่วนตัว กับข้อที่สอง ช่วงเวลาที่ต่างกัน ผม ณ เวลานี้ คุยกับคุณตอนนี้ปี 2546 อีกห้าปีคุณมาหาผม ผมไม่รู้ว่าจะอยู่หรือเปล่า คุณเชื่อเถอะ ผมก็จะไม่อยู่อย่างนี้ เวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน คือบางอย่างมันตอบไม่ได้"

อ่านบทสัมภาษณ์จากมติชนซึ่งนำมาจากรายการ 'ที่นี่ประเทศไทย' เห็นคุณสรยุทธบอกว่า โอ๊ย กนกเอ๋ย คิดถึงเหลือเกินแล้ว คุณคิดถึงหรือมีอะไรอยากจะฝากไปถึงเขาไหม

"ก็คิดถึงเขา รู้จักกันมานาน เพราะจัดรายการมาด้วยกัน แม้ไม่สนิทกันมาก แต่เรารู้ทางกัน คือถ้าเลี้ยงบอลมาทางนี้พี่ไปเฝ้าหน้าประตูได้เลย ในทางกลับกัน เขาก็รู้สไตล์ของผมว่าจะไปทางไหนเหมือนกัน พูดลำบากนะเรื่องนี้ ผมไม่เคยให้สัมภาษณ์ใคร มีหนังสือพิมพ์หลายฉบับบอกว่าขอตรงนี้ได้ไหม ผมไม่พูด เอาเป็นว่าผมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในจอทีวี ที่มาที่ไปของราการที่นี่ประเทศไทยในวันนั้นก็แล้วกัน ส่วนตัวคุณสรยุทธทุกวันนี้เป็นคนเก่ง มีความสามารถ ส่วนหนึ่งอาจมาจากผลผลิตของเนชั่นที่คุณสุทธิชัยฝึก แต่อีกส่วนหนึ่งก็มาจากพรสวรรค์ บวกกับความมานะของเขาที่ทำให้มีวันนี้ได้"

คุณมีโอกาสได้คุยกับคุณสุทธิชัยไหมหลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เนชั่นจะปรับท่าทีอย่างไร

"เป็นอย่างนี้ สูตรใหม่จะมีคุณธีระมาจัดกับผม แค่นั้นเอง เราก็แค่เปลี่ยนสูตรน้ำจิ้มรสเด็ดใหม่ ไม่มีปัญหาหรอก เชื่อเถอะ สำหรับผม ทีวีมันทำอะไรได้อีกมาก ไปติดเสาแล้วคุณจะรู้ว่านอกเหนือจากเก็บตก อาจจะมีรายการดี ๆ อีกมากก็ได้"

ปีนี้คุณกนกอายุเท่าไหร่แล้ว

"ผมย่างสี่สิบปีแล้ว"

คนอายุสี่สิบทำรายการที่รักมาสักระยะหนึ่ง มีชื่อเสียงมากพอสมควรแล้ว มองไปข้างหน้าฝันอะไรบ้าง

"สำหรับผมไม่ได้ฝันอะไรแล้ว สมัยเรียนผมอยากทำงานที่แสดงความเห็น เขียนหรือพูดได้ทั้งนั้น ตอนนี้มันลงตัวแล้ว เคยได้ทำรายการวิทยุมาก่อน จนมาอยู่กับโทรทัศน์ ได้สอดแทรกความเห็น ความคิดเจ็บ ๆ แสบ ๆ ก็รู้สึกดีมาก ผมไม่ได้มองไปไกลเลย แค่ตื่นเต้นกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมากกว่า ผมแค่อยากรู้ว่ารายการทีวีต่อไปจะเป็นอย่างไร รถไฟฟ้าจะไปถึงพัทยาไหม โรงหนังจะเป็นอย่างไรในอนาคต ได้ติดต่อกับคนอีกฝั่งของโลก ข่าวนี้ใครมั่ว ใครโกหกกันแน่ แค่นี้ก็สนุกมากแล้ว"

ทำงานหนักขนาดนี้ จัดการชีวิตครอบครัวอย่างไร

"โชคดีที่ภรรยาผมเป็นคนที่นี่ เขาจึงเข้าใจผม ว่าอาชีพนี้ก็เหมือนหมอ ฝนกำลังตก ๆ แต่ถ้ามีคนไข้ก็ต้องลุกไปตรวจ เหมือนกัน นอน ๆ อยู่เครื่องบินดันไปชนตึก ก็ต้องลุกไปทำข่าว ช่วยไม่ได้"

มีท้อบ้างไหม ทำเนชั่นมาจนมีวันนี้ แต่พอย้ายช่องแล้วคนดูหายไปต่อหน้าต่อตา

"ท้อมาก ทุกวันนี้เสียใจสำหรับเรื่องนี้ ที่ผมเกลียดมากที่สุดก็คือคนในวงการเดียวกันทำตัวไม่น่ารัก ไม่น่าเชื่อนะ พอปีใหม่เอาดอกไม้มาให้ บอกว่าเป็นแฟนคุณกนก ดูทุกเช้าเลย แต่เบื้องหลังผมรู้ว่าคุณบล็อกเรา ปล่อยข่าวไม่ดีว่าผมจะไปอยู่ช่องอื่นบ้าง ทำให้ผมคิดมาก มีผลต่อรายการ ต่อสถานี แล้วบังเอิญคนนิสัยไม่ดีพวกนี้เป็นคนมีอำนาจ มีอะไรเหนือเราเสมอ ที่เหนื่อยก็ตรงนี้แหละ เพราะคนพวกนี้มีอยู่เยอะ คิดแล้วก็เจ็บปวด คือผมเป็นคนตรงไปตรงมา เป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเวลาอยู่หน้าจอ แม้จะมีหลังจออีกเยอะ แต่ท่านผู้ชมเชื่อเถอะว่าที่ผมพูดมันเป็นตัวตนที่แท้จริงของผมเกือบร้อยเปอร์เซนต์ แต่สิ่งที่ไม่ได้พูดมันควรอยู่หลังจอ ผมไม่อยากให้ใครรู้ เพราะบางทีห้าเปอร์เซ็นต์ที่เหลืออยู่มันสำคัญมาก ซึ่งผมหวังว่าวันหนึ่งผู้บริโภคในเมืองไทยจะคิดเป็นว่า คุณกนกพูดแล้วยิ้ม พูดแล้วไม่พูดต่อ เพราะอะไร เพราะถ้าพูดอาจมีปัญหาจึงไม่พูดตรง ๆ แม้ว่าอยากพูดให้ตรงกับตัวเราร้อยเปอร์เซนต์ แต่ก็ทำไม่ได้"

ที่ทางสำหรับคนทำอะไรจริงจังตามความเชื่อและมีจุดยืน ไม่แกว่งไกวไปตามแรงบีบทางการเมือง ตอนนี้มันเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ ไหมในความคิดของคุณ

"ผมรู้สึกว่าเหลือน้อย แต่ไม่ถึงกับไม่เหลือเลย ผมคิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะไม่เหลือที่ยืน คุณก็จะไม่เชื่อว่าเราเตรียมพร้อมตลอด การติดต่อสื่อสารมันต้องมีอยู่แล้ว อย่าลืมว่าคลื่นมันอยู่ในอากาศ ดังนั้น การแสดงความคิดเห็นมันไม่ใช่แค่หาห้องเท่านั้น ขอแค่มีคลื่น ต้องอย่าลืมว่าคลื่นเป็นของสากล ไม่ใช่มีคลื่นเฉพาะประเทศไทยประเทศเดียวเท่านั้น ถ้าประเทศไทยทำไม่ได้ก็จะไปจัดรายการที่ดาวอังคาร ให้รู้แล้วรู้รอดไป (หัวเราะ)"

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- THE END --------

 
2004 © www.allaboutkanok.com - designed by jui - best view in 1024 x 768 pixel