แรกกนก
|
เรื่องกนก
|
รูปกนก
|
อ่านกนก
|
คุยกนก
................................................................................................................
ชีวิตรื่นรมย์
คนคุ้ยข่าวอารมณ์ดีเล่าถึงเบื้องหลังการทำงาน และสิ่งที่อยากเห็นในฐานะสื่อมวลชน
โดย วนิดา ฉายประกายแก้ว
----------------------------------------------------------------------
ไม่ผิดจากที่เขาพูดไว้ว่า "กนก" ในจอเป็นอย่างไร "กนก" นอกจอก็เป็นอย่างนั้น คงเพราะชุดสูทคุ้นตาที่เราเห็นเขาสวมใส่เสมอยามอยู่หน้าจอโทรทัศน์ เสียงยังทุ้มหูเช่นเคย กับทรงผมแสกข้างหวีเสย พร้อมรอยยิ้มกว้างอย่างคนอารมณ์ดี
น่าแปลกที่ตั้งแต่ทำงานมา กนกลางานครั้งเดียวเมื่อต้องไปร่วมพิธีแต่งงานของตัวเอง และแม้จะไม่ต้องตอกบัตร แต่ก็เห็นเขาในจอโทรทัศน์ตรงตามนัดเสมอ "ผมอยู่เนชั่นมาสิบปี ไม่เคยลาพักร้อนเลยสักวันเดียว วันลาพักร้อนของผมว่างเต็มไปหมด เคยลางานไปแต่งงานแค่สามวัน ผมจำได้ว่าลาวันศุกร์ แต่งวันเสาร์ วันจันทร์มาทำงาน"
เส้นทางในสายงานคนข่าวของ กนก รัตน์วงศ์สกุล หรือลุงหนกของแฟนรุ่นเยาว์อาจไม่ถึงกับโลดโผน หรือพบเจออุปสรรคขวากหนามรายทางให้ต้องล้มลุกคลุกคลาน แต่ก็เป็นเส้นทางที่ฟันฝ่าไม่ง่ายนัก เพราะต้องใช้ความอดทน มุ่งมั่น และความพยายาม เหมือนต้นไม้ที่กว่าจะเติบใหญ่งอกงาม ก็ต้องอาศัยการฟูมฟักดูแล
เวลานอนคือเวลาพักผ่อน เขาว่าอย่างนั้น แต่กนกกลับไม่เคยรู้สึกเบื่องานเหมือนที่คนทั่วไปรู้สึกกับคำคำนี้ นั่นเพราะเขา "เชื่อในสิ่งที่ทำ และทำในสิ่งที่เชื่อ" เขาจึงมีความสุข รู้สึกรื่นรมย์กับชีวิตและการงาน
ถาม : ได้หวนกลับมาร่วมงานกับสรยุทธ (สุทัศนะจินดา) อีกครั้งรู้สึกอย่างไรบ้าง
กนก : ก็เหมือนเดิม ไม่รู้สึกว่าห่างหาย เพราะเราจากกันไม่ถึงปี ผมพอรู้จังหวะคุณสรยุทธพอสมควรว่า พอถึงจุดนี้ เขาจะเร่ง แล้วพอถึงจุดหนึ่งจะผ่อน ก็เลยเป็นความรู้สึกเก่า ๆ ที่ไม่หนักเหมือนเดิม
ถาม : ตอนนี้จัดรายการคู่กับใครอีกบ้าง
กนก : ผมจัดคู่กับคุณพิสิฐ (กีรติการกุล) แล้วก็คุณศุภรัตน์ (นาคบุญนำ) ที่ช่อง 7 เวลา 6.15 ถึง 7.30 จากนั้นอ่านข่าวภาคเที่ยงคู่กับคุณศุภรัตน์ ผลัดกับคุณปานระพี (ระพีพันธุ์) ส่วนที่เนชั่น ผมจัดคู่กับคุณธีระ (ธัญไพบูลย์) จันทร์ถึงศุกร์ เช้า 8.00 ถึง 9.30 น. แล้วพอ 19.00 ถึง 20.00 น. ก็จัดกับคุณธีระ แล้วก็คุณรุ่งนภา (กมลวรนาถ) เวลา 21.30 ถึง 10.00 น. คู่กับคุณสรยุทธที่ช่อง 9 เท่านี้ก็หมดเวลาแล้ว
ถาม : ไม่มีเดี่ยวเลย
กนก : ไม่มีครับ รายการข่าวทางโทรทัศน์เดี๋ยวนี้ไม่มีการคุยคนเดียวแล้วมั้งครับ ถ้าจะมี นั่นคือการอ่านข่าว ถ้าจัดรายการไม่มีแล้ว
ถาม : ไม่เคยนึกอยากฉายเดี่ยวบ้างหรือ
กนก : เมื่อก่อนผมเคยทำรายการคมชัดลึกที่ไอทีวี ซึ่งผลตอบรับใช้ได้ แต่ตอนหลังพอไปจัดรายการที่ช่อง 9 ก็เลยไม่ได้มาทำที่นี่อีก เพราะคมชัดลึกเริ่ม 22.00 น. ผมเลยไม่มีรายการที่จัดคนเดียว หรือถึงคิดจะทำ ก็ไม่มีเวลาให้ทำแล้ว
ถาม : คิดว่าการดำเนินรายการคนเดียว กับเป็นกลุ่มอย่างไหนดีกว่ากัน
กนก : ไม่เหมือนกันครับ ถ้าคุณคุยข่าวตอนเช้า คุณจะนำเสนอข่าวหนังสือพิมพ์และข่าวที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งถ้าจัดคนเดียวจะน่าเบื่อ อย่างน้อยต้องมีแขกรับเชิญมาร่วมรายการ ไม่อย่างนั้นคุณจะโยนลูกกับใคร เมื่อก่อนทำได้ อย่างรายการวิทยุจัดคนเดียวโดยการเอาหนังสือพิมพ์มาอ่านตั้งแต่เช้ามืดเลย อ่าน ๆๆ แบบสมหญิงไขข่าว
แต่โทรทัศน์ทุกวันนี้ไม่ใช่รายการนำเสนอข่าวแบบอ่านแล้ว เป็นลักษณะการคุย ฉะนั้น คุณคุยคนเดียวไม่ได้หรอก ต้องมีคู่ ไม่งั้นฝืด โดยเนชั่นเป็นคนเริ่ม แล้วตอนหลังแพร่ไปทุกช่อง รูปแบบการนำเสนอก็ไม่ถึงขนาดวิเคราะห์ แต่ใช้ภาษาชาวบ้านให้ฟังง่าย ไม่เป็นทางการ เสียดสีบ้าง หยิกบ้าง เหมือนเวลาเราอยู่ในร้านกาแฟ หรือเจอเพื่อนตามถนนหนทางแล้วเราพูดคุยกันธรรมดา แต่เป็นการคุยเรื่องข่าว ไม่มีพิธีรีตองเหมือนสมัยก่อน
ถาม : แต่คนดูบางคนอาจรู้สึกเหมือนเป็นแค่การหยิบข่าวในหนังสือพิมพ์มาอ่าน
กนก : ส่วนหนึ่งเป็นอย่างนั้น และที่ต้องเป็นอย่างนั้นเพราะผมว่าคนเดี๋ยวนี้ไม่มีเวลาอ่านหนังสือพิมพ์ หรือไม่อยากอ่านกันก็ไม่รู้ พวกเราเลยมีหน้าที่หยิบข่าวจากหนังสือพิมพ์มาเล่าให้ฟัง แต่ก็จะมีส่วนหนึ่งที่หนังสือพิมพ์ไม่มี นั่นคือเรื่องความรวดเร็ว ยังมีข่าวบางส่วนซึ่งล้ำหน้ากว่าหนังสือพิมพ์ อย่างเช่น ถ้าหนังสือพิมพ์ลงว่า วันนี้ตลกแคระของมกจ๊กถูกหินขว้างตาย แต่ไม่ได้ลงว่าจับคนร้ายได้แล้ว และพอเช้ามา เราเสนอความคืบหน้าของข่าวไปในรายการว่า จับคนร้ายได้เมื่อคืนนี้ตอนตีหนึ่ง คือข่าวโทรทัศน์จะเร็วกว่าอยู่แล้ว และเราสมควรเสนอข่าวแบบนี้ให้มากขึ้น เพราะทุกวันนี้ยังน้อยอยู่ และแม้เราจะคุยข่าวหนังสือพิมพ์ก็จริง แต่มีประเด็นที่เราสามารถตั้งคำถามกับคนดูทางบ้านได้ว่า ข่าวอย่างนี้เป็นไปได้หรือ โดยธรรมชาติของมนุษย์จะทำอย่างนี้ไหม ในขณะที่หนังสือพิมพ์ไม่สามารถตั้งคำถามสด ๆ แบบนี้ หนังสือพิมพ์แค่นำเสนอ ส่วนเราชี้ชวนเชิญชวนให้คิด
ถาม : แล้วที่คุณเคยพูดว่าควรมีอารมณ์ขันแฝงในการนำเสนอข่าว หรือดำเนินรายการจนถึงทุกวันนี้ คุณคิดว่าสิ่งนี้ยังจำเป็นอยู่ไหม
กนก : ผมว่าจำเป็นนะ แต่อาจเป็นลีลาเฉพาะตัวด้วย หากเป็นคนคุยข่าวแนวซีเรียส นั่นก็แล้วแต่เขา หรือคุยข่าวลักษณะเกริ่นเรื่องเศรษฐกิจนำก่อน เพราะฉันชอบเศรษฐกิจก็เรื่องของเขา แต่ผมรู้สึกว่าบางทีข่าวก็มีแง่มุมแปลก ๆ หรือตลกขบขัน ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนชอบหัวเราะ อารมณ์ขัน สามารถใช้ได้กับทุกอย่าง โดยเฉพาะโทรทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นเกมโชว์ก็ต้องมีตลกเป็นผู้ช่วยพิธีกร ส่วนละครก็ต้องมีอะไรตลก อาจเป็นคนใช้ตลก การคุยข่าวก็ต้องตลก แต่ไม่ใช่จำอวด เพราะเราตลกจากข่าว อย่างมีคนไปปล้นธนาคาร อุตส่าห์ไปทำหนวดปลอม ปืนปลอม หรือบางคนไปย่องเบาจะงัดตู้เซฟ แต่งัดไม่ออก แล้วนั่งพักจนหลับ ถูกตำรวจจับ สำหรับผม บางข่าวมีเรื่องตลกขบขัน ชีวิตคนบางทีก็ตลก
ถาม : หากเป็นข่าวการเมืองหนัก ๆ ก็ยังพอจะหาแง่มุมขบขันได้หรือ
กนก : ได้ครับ และควรจะมี บางทีข่าวการเมืองก็ตลกนะ ผมว่าข่าวทุกประเภทตลกหมดถ้าเราจะมองให้ตลก ผมเชื่อว่าไม่ว่าใครก็ชอบตลก อย่างผมเองยังชอบดูตลกเลย ดูมาตั้งแต่เด็ก ล้อต๊อก ขายหัวเราะ หรือตลกสี่สี ทุกวันนี้ ว่างเมื่อไรผมก็ยังชอบดูรายการตลก เพราะตลกหยิบชีวิตจริงมาล้อเลียนได้ดี
ถาม : โดยส่วนตัวแล้วชอบข่าวประเภทไหนมากที่สุด
กนก : ผมชอบข่าวน่ารัก ๆ ข่าวที่แปลก ๆ ประเภทข่าวหายาก นาน ๆ จะเกิดสักครั้ง อย่างข่าวคนสูงอายุแต่งงานกัน ข่าวเกย์แต่งงานก็ได้นะ หรือข่าวเด็กนักเรียนมีความสามารถพิเศษ หรือข่าวคุณย่าห้าแผ่นดิน คนอยู่มาตั้ง 125 ปี ย่อมน่าสนใจ ข่าวแบบนี้ผมชอบ นอกนั้นก็เฉย ๆ ข่าวพระชั่ว ข่าวตำรวจชั่ว มีตลอดเวลา
ถาม : วางบทบาทตัวเองในจอโทรทัศน์ไว้อย่างไร
กนก : ผมพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า ในจอเป็นอย่างไร นอกจอผมเป็นอย่างนั้น แรก ๆ อาจจะมีภาพความเป็นทางการพอสมควร แต่ตอนหลังมีความใกล้เคียงกับตัวตนจริง ๆ ของผมมากขึ้น ๆ แล้วผมก็คิดว่ากำลังจะเต็ม 100% แล้วด้วย คือผมรู้สึกว่า ถ้าผมไม่ชอบอะไรในข่าวนี้ หรือไม่ชอบใครในข่าวนี้ ผมจะใส่เลย ถามว่าไม่ชอบในฐานะที่ผมเป็นผู้ดำเนินรายการหรือ ไม่ใช่หรอก เพราะผมเป็นกนกนี่แหละ ผมไม่ชอบคุณเลย ไม่ชอบพระที่ทำแบบนี้ ผมออกอากาศไปแบบไหน ผมก็จะไม่ชอบจริง ๆ นี่คือตัวตนจริง ๆ ของผม
ถาม : บทบาทนี้เหมาะกับสื่อมวลชนหรือ
กนก : อาจไม่เหมาะก็ได้ แต่ผมมั่นใจว่าสิ่งที่บางคนบอกว่าชี้นำ เป็นสิ่งที่ไม่มีทางพลิกเป็นอีกด้านได้ คือถึงยังไงหมอนี่ก็ชั่วแน่ ๆ แล้ว เลวมาก ไม่ควรอยู่ร่วมสังคมกับเรา แต่สิ่งที่ผมพูดไปไม่ใช่ด่า ๆๆ ไม่ใช่รายการด่าผู้ต้องหา คือด่าคนชั่วมันก็ชั่วอยู่แล้ว จะได้ประโยชน์อะไร แต่สิ่งที่ผมต้องการนำเสนอก็คือ อะไรทำให้คนคนนี้ประกอบการชั่วแบบนี้ได้ หน่วยงานไหนย่อหย่อนหรือถึงเกิดเรื่องนี้ขึ้นมา แล้วเพราะอะไรหน่วยงานนั้น ถึงย่อหย่อน เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้วหรือยัง อ๋อ เคยเกิดขึ้นแล้ว อ้าว แล้วทำไมยังปล่อยให้เกิดขึ้นอีก ผมจะเข้าไปตรงนี้ ซึ่งผมคิดว่าจะให้ประโยชน์แก่สังคม อย่างข่าวตลกถูกหินขว้างตาย เกิดขึ้นครั้งแรกหรือเปล่า คนร้ายปามากี่ครั้งแล้ว ถามว่าตำรวจท้องที่รู้ไหม ผมเชื่อว่ารู้ แต่อาจจะยังไม่มีคนตาย ยังไม่มีวิสัยทัศน์ว่า พวกนี้ปล่อยไว้ไม่ได้นะ เพราะอาจถึงขั้นมีคนขับถูกปาหินเข้าตา แล้วรถพลิกคว่ำตายยกคันได้ ถ้าตำรวจไทยมีวิสัยทัศน์สักนิด เข้าไปกวาดล้าง ก็จะไม่มีเหตุการณ์นี้ แต่กลับรอให้เกิดการสูญเสียก่อน ข่าวปล้นรถน้ำมันก็เหมือนกัน พอไปดูในท้องที่ปรากฏว่า ปล้นกันเป็นสิบ ๆ ครั้ง ทำไมต้องรอให้ข่าวดัง ถ้าไม่มีกระแสข่าว ถ้าไม่ดัง ก็จะไม่ปราบปราม คนมีหน้าที่คลี่คลายปัญหาเลือกคลี่คลายเฉพาะคดีที่ลงหน้าหนึ่งใช่ไหม ถ้าอย่างนี้ผมยิ่งต้องพูด ๆๆๆ
ถาม : แล้วได้ผลบ้างไหม
กนก : ก็ได้ผลครับ คือถ้าเราคิดว่าบางทีคนทำงานตามสื่อ เพราะสื่อเป็นผู้จุดกระแส ถ้าอย่างนั้น ผมขออาสาจุดกระแส จะได้มีแรงกระตุ้น
ถาม : แสดงว่าสื่อโทรทัศน์ค่อนข้างมีพลังพอสมควร
กนก : โทรทัศน์มีผลกระทบสูง นั่นหมายความว่า เรายิ่งต้องรับผิดชอบในสิ่งที่นำเสนอ ต้องรัดกุมจริง ๆ เพราะเดี๋ยวนี้รายการข่าวมีเด็กดูเยอะ บางทีการมีเด็ก ๆ ดูเรามากกว่า เมื่อก่อนทำให้กลุ่มเป้าหมายถ่างกว้างจากที่เคยมี แต่คนวัยทำงานขึ้นไปดูเรา ซึ่งง่ายต่อการเลือกเรื่อง แต่เดี๋ยวนี้มีเด็กนักเรียน นักศึกษาดูด้วย ฉะนั้น บางเรื่องเราต้องมีความถี่ถ้วนในการนำเสนอ
ถาม : แฟน ๆ มีตั้งแต่อายุเท่าไร
กนก : ถ้าเด็กสุดจริง ๆ เจ็ดขวบ ผมเชื่อว่าเขาคงดูตามพ่อแม่ จนกระทั่งวันไหนพ่อแม่ไม่เปิด เขาจะเตือนเองว่าลุงหนกมาแล้วนะ ไม่ดูหรือวันนี้ แต่ถึงเขาจะดูตามพ่อแม่ เราก็ยังต้องรับผิดชอบในการนำเสนอ บางภาพควรนำเสนอไหม โหดเกินไปไหม จะทำให้เด็กคนหนึ่งที่ดูโทรทัศน์ทุกวัน ๆ กร้านขึ้นไหม
ถาม : แต่ใจจริงแล้วอยากสื่อถึงกลุ่มเป้าหมายไหน
กนก : ถ้าต้องเลือก แหม...สองจิตสองใจ เมื่อก่อนคนที่ดูผมมากจะเป็นกลุ่มวัยกลางคนขึ้นไป หรืออย่างน้อยที่สุด อายุ 35 ก็มี เยอะที่เป็นคุณป้าคุณลุงเกษียณอายุอยู่บ้าน แต่ตอนหลังผมกลับชื่นใจมากที่มีเด็ก ๆ ดูข่าว เลยทำให้ผมคิดถึงคนกลุ่มนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ อาจเป็นเพราะเขาคงอยู่ในโลกนี้อีกนาน ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องละเอียดกับกลุ่มนี้ ฝากผีฝากไข้กับกลุ่มนี้ แล้วอีกอย่าง ข่าวทุกวันนี้ก็มีข่าวเยาวชน ข่าวบันเทิง ข่าวกีฬาที่ทำให้เด็ก ๆ หันมาดูข่าวมากขึ้น
ถาม : อยากเห็นคนเสพข่าวอย่างไร ดูเหมือนทุกวันนี้ คนจะดูข่าวเหมือนเป็นรายการบันเทิงอีกรูปแบบหนึ่ง
กนก : ผมอยากเห็นสองอย่าง คือ อยากให้คนดูข่าวแล้วมีสำนึกรับผิดชอบ คอยระมัดระวังไม่ให้ตัวเองกลายเป็นต้นเหตุของข่าว หรือมีส่วนทำให้เกิดเหตุการณ์นั้น เพราะเราเห็นตัวอย่างจากข่าวแล้ว สองคือผมอยากให้คนดูข่าวรู้ภูมิหลังของสื่อมากขึ้น เช่น รู้ว่าช่องเนชั่นใครเป็นเจ้าของ หรือว่าไอทีวีเป็นของใคร รู้ว่าผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์คนนี้เป็นใครมาจากไหน รู้ว่าช่องนี้เป็นของทหารนะ ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจถ้าจะเห็นข่าวทหารทุกคืน ผมอยากให้คนดูรู้ประเพณี รู้ที่มาที่ไปของแต่ละช่อง ซึ่งตรงนี้ยังอีกไกล จะต้องใช้เวลา ต่อไปทุกคนจะได้รู้ว่า ช่องนี้ต้องเสนอข่าวโทนนี้อยู่แล้ว เพราะเป็นของค่ายนี้ หนังสือพิมพ์เองก็ด้วย อ๋อ นี่เป็นสไตล์ของฉบับนี้ แล้วในที่สุดเขาก็จะเป็นคนเสพข่าวที่มีคุณภาพ เพราะผมเชื่อว่าผู้สื่อข่าว นักข่าว หรือคนคุยข่าวทุกคน ก็ใช่ว่าจะเป็นคนที่โปร่งใสบริสุทธิ์
ถาม : เขาอาจจะเลือกข้าง...
กนก : หรืออาจไม่เลือกข้าง แต่มีอคติ มีการตั้งธงนำก่อนการเสนอข่าว คนดูจึงควรรู้ว่าธงนี้ถูกตั้งขึ้นมาตามธรรมชาติของข่าว หรือถูกตั้งขึ้นมาโดยคนคนนี้ปักไว้แล้วตั้งแต่แรก ผมอยากให้คนอ่านคนดูรู้อย่างนั้น
ถาม : คุณมีใครเป็นแม่แบบในการทำงาน
กนก : น่าจะเป็นคุณสุทธิชัย จำได้ว่าผมเริ่มต้นที่เนชั่นเมื่อประมาณปี 2537 สิบปีพอดี แต่ผมเป็นฟรีแลนซ์ก่อนสองปี มีพี่คนหนึ่งเป็นคนชวนจัดรายการกับคุณสุทธิชัย คือผมทำรุ่นเดียวกับคุณสรยุทธ คุณโสภณ (องค์การณ์) และคุณกฤษณะ (ไชยรัตน์) สมัยก่อนเราไม่ได้อบรมกันมาก จะใช้วิธีให้มาจัดรายการกับคุณสุทธิชัยเลย เราก็จะซึมซับไปเอง เรียนผิดเรียนถูก เราจะเรียนรู้ว่า แหม ไม่น่าพูดอย่างนั้น จะรู้สึกว่าไม่ดี พลาดไป แต่รุ่นปัจจุบันมีการอบรมเป็นกิจลักษณะ ไม่ให้ลองผิดลองถูกออกอากาศ แต่รุ่นผมกับคุณสรยุทธนี่ลุยเลย ได้จัดรายการออกวิทยุกับคุณสุทธิชัย แล้วเราก็ค่อย ๆ เรียนรู้ว่า แกสัมภาษณ์แบนี้ มีวิธีต้อนให้ได้คำตอบสำหรับคนฟังแบบนี้
ถาม : คิดว่าได้ลีลาจากแม่แบบมามากไหม
กนก : คุณสุทธิชัยไม่ได้บังคับหรอก แต่โดนดูดซึม (ยิ้ม) เพราะเราใกล้กันบ่อย ๆ ได้ทำงานด้วยกัน พอกลับบ้านก็นั่งดูแกจัดรายการ เลยซึมซับไปโดยปริยาย
ถาม : จากประสบการณ์งานด้านวิทยุและโทรทัศน์ที่ผ่านมา คิดว่าอะไรยากง่ายกว่ากัน
กนก : โทรทัศน์ยากกว่าแน่นอน แล้วผลกระทบก็แรงกว่า มีพลังมากกว่า เพราะมีภาพ สามารถเห็นสีหน้าและบุคลิกภาพคนพูด เห็นการขมวดคิ้ว เห็นลีลาท่าทางบางอย่างที่สื่อให้คนดูรู้ว่า ผมไม่เชื่อแขกคนที่สัมภาษณ์อยู่นี้ แต่ถ้าเป็นวิทยุ จะไม่เห็น ได้ยินแต่เสียงเท่านั้น ก็จะสู้ไม่ได้อยู่แล้ว
หรือถ้าเปรียบโทรทัศน์กับหนังสือพิมพ์ก็คนละรูปแบบ มีข้อดีข้อเสียต่างกัน วิทยุได้เปรียบโทรทัศน์ คือควรจะเร็วกว่า เพราะไม่ต้องรอภาพ ส่วนโทรทัศน์ต้องรอภาพ รอโน่นรอนี่ แต่เดี๋ยวนี้โทรทัศน์เริ่มเร็วแล้วครับ เวลามีข่าวด่วนมา โทรทัศน์สามารถหาผู้ประกาศมานั่งอ่านได้เลย โดยไม่ต้องพึ่งภาพ หรือใช้ภาพประกอบเก่า ๆ ก็ได้
ถาม : เคยนั่งวิเคราะห์ตัวเองไหมว่า เรามีข้อดีข้อเสียอย่างไร
กนก : ข้อดีให้คนดูพูดก็แล้วกัน (ยิ้ม) ข้อเสียของผมก็คือ บางทีรายการจบไปแล้วจะรู้สึกว่าทำไมไม่ถามประโยคนี้ แต่เวลาออกอากาศจริง ๆ บางทีเราคิดไม่ทัน พอมานั่งดู อู๊ย (ตีเข่า) ทำไมเราไม่ถามแบบนี้ เป็นอย่างนี้ทุกที ถ้าถามตรงนี้ไปอีกนิด จะเป็นการสัมภาษณ์ที่สมบูรณ์แบบเลย ก็จะรู้สึกว่า ไม่ครบถ้วนเสมอ
ถาม : คิดจะตั้งบริษัทไหม
กนก : ยังไม่ได้คิดเลย ไม่มีเวลาเหลือให้คิด มีเวลาเหลือปุ๊บก็เขียนหนังสือ เขาเชิญไปบรรยายบ้าง อัดสปอตบ้าง คนมาสัมภาษณ์บ้าง ประชุมบ้าง เหลืออีกทีก็คือต้องนอนแล้ว ก็เลยไม่มีเวลามานั่งคิดว่า เอ๊ะ แผนเราจะเป็นอย่างไร ตอนหลังมีคนถามเยอะ ๆ ผมก็ชักจะคิดแล้วเหมือนกัน แต่ยังไม่เร่ง
ถาม : ตอนนี้ถ้าให้ไปทำงานอื่นจะรับไหม
กนก : ถ้าให้ผมไปเตะบอลคงไม่ไหวแน่ แต่ถ้าให้ผมไปจัดรายการคุยกับดารา ผมอาจรับก็ได้ เพราะเป็นการแตกรูปแบบของรายการ ผมเคยคิดว่าถ้ามีรายการโทรทัศน์สัปดาห์ละสองชั่วโมง ผมจะเชิญศิลปินเก่า ๆ อย่างคุณดอกดิน กัญญามาลย์ คุณสมบัติ เมทะนี มาคุย จะเป็นศิลปินเก่า ๆ แขนงไหนก็ได้ เพลงก็ได้ นางงามเก่าก็ได้ แต่ต้องเป็นคนเก่าคนแก่ที่เคยเป็นฮีโร่ในยุคทองของเขา ผมอยากให้เด็ก ๆ รู้จักเขา
ถาม : เท่าที่อยู่ในแวดวงนี้มา มีงานครั้งไหนประทับใจที่สุด
กนก : ไม่มีเป็นเหตุการณ์นะ แต่ผมจะรู้สึกชื่นใจทุกครั้งที่มีเด็ก ๆ จำผมได้ อย่างเวลาไปเดินห้างหรือไปเซ็นหนังสือ คนเก่าคนแก่ถึงอย่างไรก็จำกันได้อยู่แล้วใช่ไหมครับ แต่ถ้าแม่เขาพามาบอกว่า น้องตูน นี่ไง จำลุงกนกได้ไหมที่หนูดูในโทรทัศน์ แล้วแกบอกว่า จำได้ หรือทำหน้างง ๆ ว่า ออกมาจากโทรทัศน์ได้ไง ผมจะดีใจมากว่าเด็กจำเราได้ หรือบางทีเด็กเจ็ดแปดขวบโทรฯ มาคุย มีเด็กคนหนึ่งชื่อ นีนี่ อายุ 12 ดูผมกับคุณสรยุทธ แล้วนำสิ่งที่ได้จากรายการไปตอบวิชาสังคมได้เกรดเอ เขาบอกครูประจำชั้นว่า ที่ได้เอวิชาสังคมเพราะดูรายการนี้ทุกวัน โอ้โห ฟังแล้วชื่นใจนะ เขาเป็นแฟนผมเรื่อยมา ดูรายการตลอด มีเวลาก็จะโทรฯ คุย
ถาม : อยากให้เล่าประสบการณ์การออกโทรทัศน์ครั้งแรก
กนก : ผมออกโทรทัศน์ครั้งแรกตอนอ่านข่าวอยู่ช่อง 11 ที่ไปสมัคร เพราะผมเริ่มเสียงแก่ขึ้น จะมานั่งจัดรายการเพลงวัยรุ่นไม่ได้แล้ว จะเล่นเกมก็ไม่ไหว มันฝืน แล้วเราก็ไม่ชอบแนวคิกขุแบบนั้น พอช่อง 11 รับสมัครสอบผู้ประกาศข่าวภาคค่ำ ผมก็สอบได้เป็นที่สาม ก็อ่านข่าวไป ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรเลย ทำวิทยุวันแรกสิ ตื่นเต้นกว่า เพราะอาจเป็นครั้งแรกที่เข้ามาในวงการกระจายเสียง วันแรกที่ทำวิทยุ ผมเขียนสคริปต์เลย สวัสดีครับ ท่านผู้ชมครับ วันนี้เป็นวันที่เรามาพบกัน อีกสี่วันจะเป็นวันตรุษจีน แล้วพอเริ่มพูดจริง ๆ เชื่อไหม ไม่ตรงตามที่เขียนเลย แต่จะพูดไปเรื่อย ๆ จากสิ่งที่เราไม่ได้เขียนด้วยความตื่นเต้น
ถาม : คิดว่าตัวเองแจ้งเกิดตอนไหน
กนก : ตามจริง ผมว่าผมตั้งไข่ตั้งแต่ตอนอยู่ยูบีซี 8 ตอนที่มีเนชั่นแชนเนล เพียงแต่ความเป็นที่เป็นเคเบิล ถ้าเทียบเป็นความดังจะไม่ดัง แต่ก็เริ่มมีคนรู้จัก ซึ่งเทียบกับปัจจุบันไม่ได้แน่ เพราะทุกวันนี้ผมทำช่อง 7 สถานีที่ถือว่ามีความคมชัดในการออกอากาศที่สุด ได้ทำช่อง 9 ออกอากาศทุกวัน เสมือนกลัวคนจะไม่รู้จัก จะมีสักกี่คนออกโทรทัศน์ได้ทุกวัน แล้ววันหนึ่งออกสองสามช่อง
ถาม : ออกอากาศทุกวัน ไม่รู้สึกเบื่อหน้าตัวเองหรือ
กนก : เริ่มรู้สึก ยังบอกคุณสรยุทธเลยว่า สงสัยคุยคุ้ยข่าววันธรรมดาที่เพิ่มมารอบล่าสุดนี่ต้องเป็นคิวสุดท้ายแล้ว เพิ่มมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ทั้งที่ความจริงก็มีคนชวนอีก แต่ผมบอกเขาไปว่า โธ่ มาชวนผมนี่นะ ไม่น่าจะมีเวลาที่ผมจะออกอากาศได้ (หัวเราะ) แล้วมาตอนหลังก็ไม่มี พอเริ่มมีคุยคุ้ยข่าว ตอนสามทุ่มครึ่ง การชวนก็หายไป เพราะเขาคงรู้ว่าผมโหลพอสมควร
ถาม : คิดว่าคนที่ทำงานด้านข่าวโทรทัศน์มีโอกาสตันไหม
กนก : มีครับ ถ้าคุณไม่พัฒนาตัวเอง ไม่เรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ผมกับคุณสรยุทธเราก็รู้ตัวนะ ยังคุยกันเลยว่า ปีหน้าจะไม่เหมือนปีนี้ และปีต่อไปก็ยิ่งไม่เหมือนใหญ่ ถ้าคุณบอกว่าช่วงนี้เป็นจุดสูงสุด ก็ต้องดูว่า จะอยู่ยาวนานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับเรา ขึ้นอยู่กับผม แล้วก็อยู่ที่คลื่นลูกใหม่ ถ้าคลื่นลูกใหม่เริ่มไล่มา และผมยังอยู่แบบนี้ ผมเสร็จแน่ แต่ผมก็อยากเห็นคลื่นลูกใหม่นะ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจะเกิดก็ต่อเมื่อมีการแข่งขัน ทุกวันนี้ที่ผมกับคุณสรยุทธทำงานมากขนาดนี้ เพราะบุคลากรในวงการมีน้อยไป ไม่ใช่ว่าเราเก่งกันมากมาย
ถาม : มองวงการโทรทัศน์ทุกวันนี้อย่างไร
กนก : ผมว่ามีความหลากหลายน้อยมาก พูดถึงฟรีทีวีนะ เรายังต้องพยายามหาคลื่นลูกใหม่ที่กล้าคิดกล้าฉีก แม้กระทั่งข่าวก็เถอะ ถ้ามีโปรดิวเซอร์คนไหนที่กล้าฉีกแนว ก็เอาเลย จะได้มีความหลากหลายมากขึ้น แต่ตอนนี้เหมือนแฟชั่น ถ้าเป็นคู่ก็เป็นคู่เหมือนกันหมด
ก่อนหน้านี้ ตอนเช้าแต่ละช่องมีข่าวที่ไหน มีแต่วาไรตี้ รายการสุขภาพ รายการผู้หญิง รายการแม่บ้าน เดี๋ยวนี้ลองเปิดดูสิ เป็นคุยข่าวหมด แล้วก็มาเป็นคู่ แล้วก็เริ่มโชว์หนังสือพิมพ์เหมือนกันหมด ซึ่งต้องแข่งกันที่การใช้คำพูด การผูกเรื่อง
ถาม : คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จหรือยัง
กนก : คิดว่าลงตัว คนอื่น ๆ อาจบอกว่าประสบความสำเร็จ แต่ผมไม่ใช้คำนั้นก็แล้วกัน ผมบอกว่าชีวิตผมลงตัว สนุก ได้ทำงานที่ตัวเองชอบ แล้วพอทำก็เหมือนกับเราไม่ได้ทำงาน ผมจะรู้สึกเพลิดเพลิน แป๊บ ๆ อะไรกัน เงินเดือนออกอีกแล้วหรือนี่ (หัวเราะ)
ถาม : ถ้าให้นิยาม จะเรียกตัวเองว่าอะไร
กนก : ผมเป็นสื่อมวลชนคนหนึ่ง เหมือนกับสื่อมวลชนที่ประจำอยู่ทำเนียบ เหมือนช่างกล้องที่นราธิวาส ค่าเท่ากัน เราเป็นนักข่าวเหมือนกัน ผมไม่มีทางออกหน้าจอทุกวันนี้ได้ ถ้าหากเขาไม่ไปถ่ายภาพมาแล้วส่งให้อีกคนเขียนข่าว พิมพ์เข้าเครื่อง ให้ผมใช้ขบวนการขบคิดของผมแล้วก็อ่าน ฉะนั้นทุกคนมีค่าเท่ากันหมด เพราะถ้าเขาไม่ถ่ายมาให้ ไม่เขียนมาให้ ผมจะเอาอะไรคิด
--------------------------------------------------------------------------------------------
2004 © www.allaboutkanok.com - designed by jui - best view in 1024 x 768 pixel